หนีร้อนไปเหน็บหนาวที่จีน – เมษา 60 (ภาค: Film Never Die)

 

“… เพิ่งถูกตำรวจรวบตัวมาส่งโรงแรม แต่ก็อยากออกไปถ่ายดาว .. OK สบายๆ ไปได้ .. Alex บอก พวกเราจึงนัดแนะกันอย่างดี เจอกันตี 2 หน้าโรงแรม แต่พอเดินออกมาหน้าโรงแรม … สัส … ประตูหน้าโรงแรมสูงเกือบ 2 เมตร ปิดสนิท ยามไม่มี แม่บ้านนอนหมดแล้ว เอาไงดี? …”

ร้างลากับการ Update Blog ไปหลายเดือน วันนี้ฤกษ์ดีเพราะหมอให้พักเสียงเนื่องจากเส้นเสียงอักเสบ =_= เลยเอาเวลามาเขียนสาระในนี้หน่อย โดยวันนี้นำภาพฟิล์มจากทริปเมืองจีน เมื่อเดือนเมษามาแชร์ประสบการณ์ให้เพื่อนๆ ได้อ่านกัน ภาพทั้งหมดถ่ายจากฟิล์ม Fuji Pro 400H x 5 ม้วน; Fuji Velvia  100 x 6 ม้วน และ Fuji Pro 160s อีก 1 ม้วน เบ็ดเสร็จ 12 ม้วน บนกล้อง Fuji Medium format รุ่น GSW 690 III ซึ่งผลิตปี 1992 หรือเมื่อ 25 ปีที่แล้ว กล้องรุ่นนี้มีดีที่ถ่ายด้วยฟิล์ม 120 ได้ฟิล์มขนาด 60×90 mm ซึ่งเป็นขนาดที่ใหญ่มากหากเทียบกับฟิล์มระบบ 135 (หรือ Fullframe บนดิจิตอล) ที่ 36×24 mm โดยมุมมองของภาพที่ออกมาจะเทียบเท่ากับเลนส์ระยะ 28 mm. บน Fullframe ครับ

จากภาพทั้งหมด 96 ภาพ ผมคัดมาลงในกระทู้นี้ 30 ใบ เป็นภาพจากฟิล์มสไลด์ 11 ใบเท่านั้น เนื่องจากติดข้อจำกัดในการ Scan โดยภาพที่ออกมาสีสันไม่ตรง เพี้ยนๆ จึงคัดทิ้งเกือบหมด เหลือรอดมาแค่ 1 ใน 4 และภาพที่เหลืออีก 20 ใบมาจากฟิล์ม Negative ซึ่งผมรู้สึกว่า Fuji Pro 160s ให้ภาพออกมาสีสันสวยงาม และเกรนในภาพดีที่สุด เสียดายที่พกไปแค่ม้วนเดียว ทริปหน้าหากพกกล้องฟิล์มไปอีก คงจัด Negative เพียวๆ จนกว่าจะแก้ปัญหาหลักของการถ่ายภาพด้วยฟิล์ม คือการ Scan ได้แบบเบ็ดเสร็จเสียก่อน

Cover: ภาพใบเดียวในกระทู้นี้ที่ถ่ายจากกล้อง Nikon D810 โดยฝีมือป้า ที่ให้บริการลากจูงม้าใน Mt. Siguniang เป็นภาพ Portrait ตัวเองที่ชอมมากอีกใบในทริป และไม่คาดว่าจะเป็นมุมกล้องที่เลือกโดยป้าคนจีน อายุราว 50 กว่าปีที่ก่อนหน้านี้ราวครึ่งชั่วโมงยังด่าล้งเล้งกับผมอยู่เลย เรื่องราวน่าสนุกเบื้องหลังภาพใบนี้ จะเป็นตอนที่ผมนั่งเล่าให้เพื่อนๆ ฟังได้หลายสิบรอบ ตอนเห็นภาพหลังกล้อง ผมรู้สึกเลยว่า มันเติมเต็มให้กับทริปเมืองจีนครั้งนี้ของผม … Impressively Lost in Siguniang.

ด่านล่างต่อจากนี้ คงเป็นรายละเอียดประสบการณ์ที่พอจำได้ ไล่เลียงในการเดินทางจากเมือง Kangding ไปจบที่ Rilong (Mt. Siguniang) แต่ระหว่างนี้เผื่อใครสนใจเทคนิคถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์ม ผมขอใช้พื้นที่ตรงนี้แทรกสาระที่มีประโยชน์ ก่อนที่จะไปอ่านเนื้อหาที่ไร้สาระกันต่อไปนะครับ 555+

  1. กล้องยิ่ง Sensor ใหญ่ หรือใช้เนื้อฟิล์มขนาดใหญ่ แบบ Medium format มันยิ่งขี้ฟ้อง ภาพไม่ชัดเป็นประเด็นสำคัญ การจะใช้กฎ Speed shutter = 1 หารด้วยความยาวโฟกัส เช่น ใช้เลนส์ 50 mm. ก็ใช้ Speed shutter ขั้นต่ำ 1/50 วินาที …  เริ่มใช้ไม่ได้เพราะมีโอกาสที่ภาพจะสั่นไหวสูงมาก ภาพทั้ง Set ที่เอามาแชร์ในบทความนี้ ถ่ายด้วยเลนส์ระยะ 28 mm. (เทียบเท่า) ผมเลือกใช้ Speed shutter มากกว่า 1/60 วินาทีขึ้นไป ส่วนมากยิงที่ 1/125 วินาทีครับ
  2. การโฟกัสด้วยกล้องฟิล์ม เมื่อไม่มี LCD ให้มอง ก็ต้องพึ่งตาราง รูรับแสงและระยะชัด ที่มากับกล้องแทน ผม Download ตารางที่ว่าจาก Internet และ Save ลงในมือถือ ซึ่งจะเอามาดูตอนถ่ายภาพบ่อยๆ เช่น ที่ f/16.0 หากวัตถุหลัก ห่างออกไปราว 5 เมตร เมื่อผมโฟกัสตรงนั้น ผมจะได้ความชัดตั้งแต่ 2.7 – 47.4 เมตร แต่หากต้องการให้ชัดไปถึง Infinity ก็ต้องโฟกัสไปที่ระยะประมาณ 10 เมตร ที่จะให้ความชัดตั้งแต่ 3.6 ถึง Infinity ซึ่งครอบคลุมวัตถุหลักเช่นกัน
  3. รูรับแสง เนื่องจากระยะชัด หรือ Depth of Fileld ค่อนข้างแคบ แม้กล้องจะมีรูรับแสงกว้างสุดที่ f/5.6 แต่ส่วนมากตอนถ่ายภาพที่ต้องการควบคุมระยะชัดให้มากๆ จึงถูกบีบให้ใช้รูรับแสงประมาณ f/11.0 – f/22.0 ตลอด ยกเว้นต้องการถ่ายภาพคน ที่พอจะวางระยะกล้องและวัตถุได้ลงตัว จึงจะลงมาใช้ f/5.6 – 8.0 แต่กระนั้นก็ยังโฟกัสไม่เข้าอยู่บ้าง ดังนั้นการถ่ายภาพด้วย Medium format จะงก f ไม่ได้ ต้องเอาให้ชัดไว้ก่อน อยากหลังเบลอค่อยมาเผาเอาเองตอนแต่งภาพ
  4. การวัดแสง เนื่องจาก Fuji GSW 690 III นี้เป็นกล้องตาบอด ไม่มีระบบวัดแสง หากถ่ายภาพด้วย Negative ถ้าไม่มีเวลาวัดแสง ผมใช้กฎ Sunny 16 นั่นคือ เวลากลางวันฟ้าโล่ง แสงแรง ให้ใช้ f/16, iso 100 และ 1/125 วินาที  หากมีเมฆบังบางส่วน มากขึ้น หรือหนาหน่อย ก็ให้ดูที่เงาของเรา หากเรายังคม แต่ฟ้ามีเมฆอยู่บ้าง ก็ใช้  f/11.0 มีเมฆมากขึ้น ขอบเงาเริ่มนุ่ม ก็ใช้ f8.0 เป็นต้น คือมันใช้ได้ค่อนข้างดีกับกลางแจ้งครับ … หากมีเวลา และเพื่อความแม่นยำเมื่อใช้กับฟิล์ม Slide ผมใช้เครื่องวัดแสงภายนอก คือ Pentax Digital Spotmeter (PDS) อายุราวคุณปู่ แต่วัดแสงแม่นมากๆ ด้วยระบบวัดแสงเฉพาะจุด 1% ซึ่งผมมักจะวัดไปที่ส่วนที่คิดว่าสว่างที่สุดในภาพแล้ว + ค่าวัดแสงที่ได้ขึ้นไป 2 stops ก็จะได้สภาพแสงตามต้องการ
  5. ฟิล์ม Fuji Pro 400H ให้สีสันที่สวยงาม แต่ Fuji Pro 160s ให้เกรนที่เยี่ยมขึ้นไปอีก สำหรับฟิล์ม Slide คือ Fuji Velvia 100 คราวแรกผมหมายมั่นกับมันมากๆ เพราะคิดว่า ในภายหลังหากต้องสแกนฟิล์มเอง ฟิล์ม Slide น่าจะควบคุมสีสัน โทนต่างๆ ได้ง่ายกว่า แต่…ผิดถนัดครับ การสแกนฟิล์ม Slide นี่มีปัญหามากพอสมควร โดยเฉพาะการปรับแก้สี ตลอดจนความคมของภาพที่ได้ อย่าไปเทียบกับภาพจากกล้อง Nikon D810 คือเทียบไม่ได้เลย แม้ผมเคยให้เพื่อนรุ่นน้องท่านนึงสแกนฟิล์มให้ได้ความละเอียดไฟล์ 100+ MB แต่คุณภาพกลับแย่กว่าภาพที่ได้จากกล้องดิจิตอล มันจึงเป็นคอขวดสำคัญของการถ่ายภาพด้วยฟิล์มสีของผมเลยทีเดียว คงต้องใช้เวลากับมันมากกว่านี้ รวมถึงต้องรอการพัฒนาด้าน Hardware ของเครื่อง Scanner ให้ดีกว่านี้ คงแก้ปัญหานี้ได้ เพื่อนบางท่านอาจแนะนำให้ไป Drum scan ซึ่งน่าไปลองเช่นกันครับ เพียงแต่ในเมืองไทยเริ่มหาที่ให้บริการยากเข้าไปทุกที และต้นทุนต่อ MB ที่ได้ก็สูงขึ้นไป จนตอนนี้ต้องมองปริบๆ อย่างเดียวหล่ะสำหรับการถ่ายภาพด้วยฟิล์มสี (ส่วนฟิล์มขาวดำ มีระบบการจัดการที่ยากตอนล้าง แต่การสแกนกลับง่ายกว่ามาก)
  6. การล้าง สแกน ใน กทม. มีผู้ให้บริการดีๆ อยู่หลายแห่ง ในคราวนี้ผมใช้บริการคุณเต้ Patani Studio ในการล้าง และสแกนเป็น .tiff ซึ่งต้องขอขอบคุณในการดูแล อำนวยความสะดวกเป็นอย่างดีนะครับ แม้ช่วงหลังสงกรานต์จะเป็นช่วงที่โครตยุ่งที่สุดสำหรับทางร้าน แต่คุณเต้ ก็ดูแลให้เป็นอย่างดีครับ สนใจไปใช้บริการ แวะที่นี่เลย: https://www.facebook.com/patanistudio

กลับมาที่เนื้อหาในกระทู้บ้าง 😀 ทริปเมืองจีนในคราวนี้ ได้ทีมผู้จัดคือ #TripChillChill บริหารงานโดยคุณตั้ว และคุณจัมป์ ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณมากๆ ที่จัดทริปสุดมันส์นี้ให้นะครับ การเดินทาง กิน อยู่ ถ่ายภาพ หลับนอนตลอด 12 วันคงไม่มีความสุขสบายหากขาดทีมงานที่ดูแลกันเองเป็นอย่างดี ทั้งคุณจัมป์ และ Alex (ไกด์สุดทรหดจากจีน) โดยทริปนี้เราออกจากประเทศไทยในวันที่ 6 เมษา และกลับถึงไทย 17 เมษา เดินทางไปเมือง Kangding – Yachen – Ganzi – Danba – Mt. Siguniang อากาศโดยรวมอยู่ระหว่าง -5 ถึง 15 องศาครับ เฉลี่ยระดับความสูงที่ 3,500 m. แม้บางช่วงจะไต่ระดับความสูงไปถึง 4,300 m. (Zheduo Pass) แต่โดยรวมผมไม่มีอาการแพ้ความสูงที่เป็นอุปสรรคต่อการถ่ายภาพมากนัก มีบ้างมึนๆ อึนๆ และเหนื่อยง่ายเวลาเดินจ้ำไวๆ ที่เหลือ Chill Chill ตามชื่อทริปเค้าเลย

ลำดับภาพในกระทู้นี้ อาจไม่ตรงกับตารางการเดินทาง แต่จะพยายามให้ข้อมูลทั้งหมดที่น่าจะเป็นประโยชน์กับคนที่วางแผนไปเที่ยวเมืองจีนในแถบนี้นะครับ

Kangding – Yachen
การเดินทางในรอบนี้ ที่รู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษคือ จะได้ไปเที่ยวถ่ายรูปที่เมือง Yachen ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญด้านศาสนาในประเทศจีน มีพระและแม่ชีที่มาบำเพ็บภาวนะในบริเวณนี้มากกว่า 2 หมื่นรูป มีความขลัง อลังการน้องๆ เมือง Larung Gar ระดับนึง เสียดายที่เมือง Larung Gar ปิดไม่อนุญาติให้นักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้าไป จึงได้แต่เติมเต็มความฝันมาลงที่ Yachen แทน และก็ไม่ผิดหวังครับ เมืองนี้สวยมาก สวยระดับ 100 เต็ม 10 มีความศักดิ์สิทธิ์ในตัวเองที่เพียงแค่นั่งตากลมเย็นๆ แล้วมองไปที่เมืองด้านหน้าก็ฟินแบบหาที่ไหนไม่ได้ เราใช้เวลาในเมือง Yachen จำนวน 3 วัน 2 คืน เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ที่น่าจดจำ เช่น
  • กว่าจะมาถึง Yachen เราต้องฝ่าเส้นทางทรหดอ้อมวกวนบนเขากว่า 7-8 ชั่วโมง ถนนพัง ทางเบี่ยง รถบัสบุบ ติดหล่ม … คือแบบต้องอธิษฐานกันทุกๆ 10 นาทีตั้งแต่ขึ้นเขามาจนกระทั่งเห็นเมือง Yachen อยู่ด้านหน้า
  • หิวจนกรดไหลย้อน ในตอนค่ำกว่าจะพากันมาถึงโรงแรมที่พักในคืนแรก ฝนตกโปรยๆ หิมะตก อากาศหนาวจนมือสั่น แต่ภาพเมือง Yachen ตอนพลบค่ำเป็นรางวัลให้หายเหนื่อย
  • ได้เดินเขาชิลๆ เพื่อ Survey จุดถ่ายภาพที่นี่ ระยะทางไปกลับราว 6 กม. แต่ด้วยระดับความสูงเกือบ 4,000 m. โครตเหนื่อยเล้ยคุณแม่
  • ช่วงเช้า ณ นาทีที่แม่ชีทุกคนปฏิบัติธรรมแล้วเสร็จ ต่างเดินทางออกจากวิหาร และลานธรรม แต่ละคนใส่เสื้อคลุมสีส้ม-แดง … มองจากจุดชมวิวขนลุกพรึบ เสมือนกำลังดูอาณาจักรมดแดงนับหมื่นตัว เดินกรูออกจากโพลง … เปรียบเทียบให้เห็นภาพด้วยใจศรัทธาครับ อลังการมากๆ เยอะมากๆ จนตาวาว
  • ถูกตำรวจจับก็ที่นี่ เพราะเสล่อเดินเข้าไปถ่ายภาพในใจกลางเมือง Yachen จริงๆ เค้าก็ให้เข้าไปหล่ะ นักท่องเที่ยวมากมายก็เดินกันไปมา แต่คงไม่มีใครสะดุดตาเท่าผมอีกแล้ว ใส่เสื้อสีฟ้า เหมือนตัว Smuf เดินโทงๆ ท่ามกลางแม่ชีเสื้อคลุมสีส้ม … เด่นฉิบหาย … รู้ตัวอีกทีรถตำรวจประชุดตัวแล้ว กำลังนั่งริมถนนเปลี่ยนฟิล์ม ตำรวจในรถ 2 คนกวักมือ ผมนี่ยกกล้องถ่ายเลย … นึกว่าอยากให้ถ่ายภาพให้ สรุปถูกคุมขึ้นรถตำรวจกลับโรงแรม ข้อหาไม่พก Passport ติดตัว … ระหว่างทางเจอเพื่อนในทริป อีก 2-3 คนก็ถูกเรียกขึ้นรถกันหมดเลย ตอนนั้นไม่กลัวนะ แต่ฮามากกว่า คือ ถูกจับแต่คุยกันไม่รู้เรื่อง เปิดโทรศัพท์แปลภาษาก็แล้ว แปลกันไม่ตรงอีก คิดสบถในใจ … เด๋วกรูกลับไปเรียนภาษษจีนกลางแน่นอน!
  • คืนนั้น บอกไกด์ชาวจีนชื่อ Alex ว่าพรุ่งนี้ตี 2 จะออกไปเปรี้ยวถ่ายดาวนะ OK ไหม … คือเพิ่งถูกตำรวจรวบตัวมาส่งโรงแรม แต่ก็อยากออกไปถ่ายดาว .. OK สบายๆ ไปได้ .. Alex บอก พวกเราจึงนัดแนะกันอย่างดี เจอกันตี 2 หน้าโรงแรม แต่พอเดินออกมาหน้าโรงแรม … สัส … ประตูหน้าโรงแรมสูงเกือบ 2 เมตร ปิดสนิท ยามไม่มี แม่บ้านนอนหมดแล้ว เอาไงดี? … ปีนรั้วไง แค่ 2 เมตรสบายๆ แต่ต้องไวหน่อย ดึกมากหล่ะเด๋วตำรวจชุดเดิมวนมาเจอคราวนี้ซวยแน่ … ส่งของให้จัมป์ มีเก้ง และพี่เจี่ยดูลาดเลาห่างออกไป เดินตรงไปที่กองกระเบื้องข้างกำแพง ก้าวเหยียบกองไม้สูงราวครึ่งเมตร กะโยนตัวข้ามกำแพงแบบ Chill Chill ขาซ้ายเหยียบขึ้นไปเต็มตรีน หันมาบอกจัมป์ว่า .. กรรม … พี่เหยียบตะปู!  ผมมั่นใจในรองเท้า Columbia ที่ใส่ พื้นรองเท้าหนากว่า 1 นิ้ว แถมเป็นเทคโนโลยี Outdry กันน้ำ กันหิมะ กันความเย็น … แต่แมร่ง ไม่กันตะปูว่ะคุณ ตะปู 3 ทะลุตรีนครับ ดึงเท้าออก เลือดเปรอะเต็มถุงเท้าเลย จังหวะนั้นมีแค่ถอยกลับโรงแรมเพื่อทำแผล หรือจะไปต่อด้วยเท้าที่บาดเจ็บ!  … ความรู้สึกเหมือนนักรบจะออกไปตีเมือง แล้วเสือกเหยียบกับระเบิดที่หน้าเมืองตัวเอง อย่ากระนั้นเลยครับ อย่าให้ขาต้องเหยียบตะปูแบบเสียเปล่า ลุยต่อ กระโดดกำแพง เดินไปถ่ายดาวถึงเช้า แล้วก็กลับมานอน นี่หล่ะคือที่มาฉายา พี่นันท์ ตะปู +9 เหมือนตีบวกชุดเกราะในเกมส์ Online ตอนนี้มันฮา แต่ตอนโน้นเจ็บเนื้อมากมาย

ภาพที่ 1: ความยิ่งใหญ่ของ Yachen ด้านล่างคือบ้านปฏิบัติธรรมของแม่ชีกว่าหมื่นหลังคาเรือน นี่ยังไม่รวมกับบริเวณโดยรอบอีกมากมาย

ภาพที่ 2: ทริปนี้ผมพกกล้อง Nikon D810 เป็นกล้องหลัก และ Fuji GSW 690 III เป็นกล้องฟิล์มเสริม ภาพนี้ให้น้องในทริปช่วยยิงให้ ถ่ายจากจุดชมวิวด้านบนของ Yachen

ภาพที่ 3: ที่ระดับความสูงราวๆ บน Zheduo Pass ราวๆ 4300 m. มันจะเท่าไหร่กันว๊าที่บอกว่าแพ้ความสูง? โห…หอบเหนื่อยตัวโยนเลยครับพี่น้อง เดินขึ้นเขา 20 ก้าวต้องพักหอบแล้ว เอาเรื่องจริงๆ

ภาพที่ 4: Day trek ที่ Yachen เดินจากด้านล่างไต่เขามาเรื่อยๆ ราว 2-3 กม. มันหอบ หายใจไม่ทัน ต้องพักเป็นระยะ จุดนี้แวะมา Survey ในช่วงกลางวัน และต้องกลับมาที่เดิมอีกครั้งในตอนเย็น โดยพาสมาชิกที่พอไหวใจวัยรุ่นปีนขึ้นมาด้วย แม้จะเหนื่อยแต่ได้สูญอากาศด้านบนพร้อมวิวสวยๆ แบบนี้ … คุ้มเหนื่อยครับ

ภาพที่ 5: ภายในเมือง Yachen ที่ในช่วงกลางวันหลังจากปฏิบัติธรรมในช่วงเช้าเสร็จแล้ว แม่ชี และพระสงฆ์ก็จะมาช่วยกันทำงานต่างๆ เช่น หาบน้ำ ซักผ้า กวาดลาน ก่อสร้าง สวดมนต์ ทำบุญให้นักท่องเที่ยว อย่างในภาพนี้ก็เป็นจุดก่อสร้างอีกแห่งที่เกณฑ์แรงงานแม่ชีมาเกินร้อย ช่วยกันยกท่อนซุง ใช้ขวานเฉาะ มีเครื่องเลื่อยไม้ อุปกรณ์ทันสมัยครบครันเลย เดินเข้าไปจุดนี้ต้องเอากล้องสะพายคอ หมุนโฟกัสวัดระยะไว้ล่วงหน้า ใช้ค่า f แคบๆ ราว f/11.0 โฟกัสไปที่ 3 m” แล้วกดเบาๆ …แกร๊คค์!!! กำ …เสียงชัตเตอร์ดังมากครับพี่น้อง คือมันก็ดังนะ แต่จังหวะที่ดันเงียบกันหมด แม้แต่เสียงเลื่อยที่ดังตะกี้ ดันเงียบพร้อมกัน … แม่ชีหันมองกันใหญ่ ผมนี่ ยิ้มให้ก่อนเลย แล้วเดินหลบฉากจากไป

ภาพที่ 6: การถ่ายภาพแม่ชี บางคนให้ถ่าย บางคนปิดหน้า หรือบางคนชี้หน้าด่าเลยก็มี สิทธิ์ส่วนบุคคลเป็นกฎเหล็กในการถ่ายภาพแบบนี้ ภาพนี้ ผมยกกล้องขึ้นมา ยิ้มให้ที ชี้ที่กล้อง … ไม่มีปฏิกิริยาปฏิปักษ์อะไรก็กดหล่ะ แม่ชีตรงข้างหน้ายิ้มผ่านสายตา และเดินมาจะขอดูภาพ … I’m sorry, it’s film camera ยิ้มแหยๆ แล้วจากไป >_<

ภาพที่ 7: พลพรรคไปเดินในเมือง Yachen ด้วยกันมีประมาณ 7-8 คน แต่ช่วงหลังหายไปมุมใครมุมมัน มีแต่สองหน่อ Sony นี่หล่ะ ที่เดินประกบผมซ้ายขวา .. คือหากล็อคคอจับกรอกยาได้ผมคงตายคา Sony อย่างไม่ต้องสงสัย ทริปนี้น่ากลัวที่สุดก็สาวก Sony นี่หล่ะ ทำงานกันเป็นทีมดีมาก แต่ I’m sorry, I’m Nikon Lover นาจ๊า 555+ แต่กระทู้นี้ ขอปันใจใช้กล้องฟิล์มก่อนครับผม #NikonSalesThailand

ภาพที่ 8: เห็นแดดเปรี้ยงๆ แบบนี้ หนาวบรึยยยย มากๆ ลมสาดเอาไอหนาวมาแต่ละที สั่นเจ้าเข้า ทริปนี้จัด Longjohn ตัวหนา + เสื้อยืด + เสื้อกันหนาวแขนยาว + Down + เสื้อกันหนาวตัวนอก … เอาอยู่ ยืนทั้งคืนสบาย มีแต่นิ้ว และติ่งหูนี่หล่ะ ที่หนาวจนชา ที่เหลือในร่มผ้า อุ่นจริงไรจริง #ColumbiaThailand (ขอเบรคเป็นช่วงขอบคุณ Sponsor ใจดีสักนิดนะครับ ไม่มีท่าน ผมไม่รอด)

ภาพที่ 9: หนึ่งในความเน่าของภาพจากฟิล์ม Slide: Fuji Velvia 100 เนื่องจากไม่มี Auto White Balance เหมือนกล้อง Digital จึงต้องอาศัยสารเคมีบนเนื้อฟิล์มที่ทำปฏิกิริยากับน้ำยา ออกมาเป็นโทนสีตามสภาพ พร้อมผ่านการสแกนที่ดึงเอาความสวยใสของฟิล์มมาไม่ครบ แม้จะพยายามมากแค่ไหนแล้วก็ตาม ภาพ Digital ที่ได้ทำเอาใจห่อเหี่ยว สวยไม่สู้การส่องภาพฟิล์มสไลด์ผ่านตู้ไฟไม่ได้จริงๆ Y_Y

ภาพที่ 10: มันคือเมืองที่คอ Street photography น่าจะสนุกมากๆ … ยกเว้นผมแน่นอน คือ ถ่าย Street ไม่เป็นเลย แม้จะอ่านหนังสือหลายเล่ม ฟังจากเพื่อนหลายคนถึงการวาง Layer, การหา Right moment, การหามุมยอกย้อนเล่าเรื่องที่น่าสนใจ การเล่นกับเงา การเอาความขัดแย้งเสริมเรื่องราว ฯลฯ คือ สารพัดวิธีนี่ไม่มีในหัวตอนถ่ายภาพเลย เพียงแค่เห็นกล้อง Compact เล็กๆ เหล่าแม่ชีก็พากันเดินหลบแล้ว แถมตรูดันใส่เสื้อที่ไม่เข้ากับสถานที่อย่างแรง .. ฟ้า Smurf จะสดไปไหน? หลังๆ ผมต้องแขวนกล้องติดคอ นิ้วจ่อที่ชัตเตอร์ ทำเป็นเดินดูนก ดูไม้ เดินดูมือถือโดยไม่ดูกล้อง พอ Subject เดินเข้าระยะก็กดเลย ไอ้ครั้นจะเอาตัวเองเข้าไปใกล้เพื่อเพิ่ม impact ให้กับภาพ … ก็ไม่ได้ใช่ป่าวอ่ะ นั่นแม่ชีนะ แถมกล้องฟิล์มใหญ่ขนาดนี้ด้วย … คงต้องมาแก้มือกันแน่นอล

ภาพที่ 11: การส่งยิ้มให้ก่อน หากไม่หน้าแหกที่เค้าไม่ยิ้มให้ ก็จะได้รางวัลที่ยิ่งใหญ่ เป็นรอยยิ้มของอีกฝั่ง มุกนี้ใช้ได้ทุกชาติทุกวัฒนธรรมจริงๆ ภาพนี้ก่อนถ่ายผมยิ้มหวานให้ตั้งแต่แม่ชียังไม่ขึ้นบันไดมาเลย ไม่ยิ้มเปล่า ยกมือไหว้ปะเหลาะ ปะเหลาะ อ้าว…ก็แม่ชีนะ จะให้บิวท์นิ้วรูปหัวใจให้เหรอ? แรกๆ แม่ชีงง สักพักคงขำ จึงส่งยิ้มมาให้ รออะไรลวกพี่ …กดชัตเตอร์โลด

ภาพที่ 12: ชาวบ้านรอบๆ Yachen จะใช้มอเตอร์ไซด์เป็นยานพาหนะหลัก เสื้อกันหนาวแบบธิเบตตัวหนาทำจากขนสัตว์ เห็นใส่กันตัวเดียวนี่หล่ะ ข้างในก็เป็นเสื้อยืด ไม่ก็เสื้อกล้าม ก็ไม่เห็นบ่นหนาวอะไร ผมว่าเทคโนโยลีด้านเส้นใยผ้าของแบรนด์ดังๆ อย่าง Columbia น่าจะส่งทีมไปพัฒนาเส้นใยผ้ากันหนาวที่นี่บ้างนะ จะ Design ให้ออกมาแบบชุดเจไดก็ได้ ผมให้ผ่าน 😀

ภาพที่ 13-15: (ภาพจากฟิล์ม Fuji Pro 160s ที่ผมชอบการไล่โทน สีสันที่ได้จากฟิล์มตัวนี้มากครับ) โดนตำรวจจับระหว่างนั่งเปลี่ยนฟิล์มที่ข้างถนนใน Yachen โดยตำรวจสองคนเอารถมาเทียบถึงตัว แล้วกวักมือไปคุย รู้ตัวอีกทีถูกเชิญขึ้นไปนั่งในรถหล่ะ ข้อหาไม่พก Passport ระหว่างทางขับออกมาจากตัวเมือง Yachen ก็เจอเพื่อนๆ ตามทาง ก็ถูกตำรวจสอยขึ้นรถมาเรื่อยๆ โดยสองภาพแรกก็แอบเก็บบรรยากาศจากในรถ พยายามกดชัตเตอร์ให้เบาที่สุด ตอนนั้นฮามากกว่า อยากถ่ายรูปเอาไว้มาเล่าให้เพื่อนๆ ฟัง สุดท้าย Alex ไกด์คนจีน ก็ขน Passport ที่เก็บไว้ในโรงแรมเอามาให้ตำรวจตรวจสอบ ข้อหาเบาๆ ไม่พกเอกสารทางราชการเพื่อยืนยันตัวตน ปล่อยตรงนั้นพร้อมรอยยิ้มโหดๆ ที่ส่งมาจากตำรวจแว่นดำ

Dege – Danba

  • ช่วงแรกของการเดินทางใน Yachen มันโลดโผนไปหน่อย ความตื่นเต้น ซาบซ่าน ท้าทายเริ่มน้อยลงเมื่อต้องมานั่งในรถบัส ความน่าเบื่อที่สุดในการเที่ยวเมืองจีนคือระยะทางที่ต้องเดินทางระหว่างเมือง คือไกลมากกกกกก บางเมืองต้องเดินทาง 360 กม. ใกล้หน่อย 210 กม. คือนั่งจนหงอย ยังดีที่วิวข้างทางบนเขาสวยงาม แปลกตา ภูเขาไม่อลังการเท่ายุโรป แต่พอมีหิมะปกคลุมเท่านั้นหล่ะ เหมือนงานก๊อปเกรด A สวยมากกกก นึกว่าเที่ยวสวิสฯ แต่นี่จีน ยังแซวกันในรถว่าจีนแมร่งเก่ง ก๊อปดะตั้งแต่กระเป๋า ยันภูเขาทั้งลูก!
  • จาก Dege-Ganzi-Danba มีวิวให้ถ่ายภาพเป็นระยะ ระยะ วิวสวยโหดมากโดยเฉพาะเส้นทางบน Mt. Chola ต้องถือว่าเราโชคดีมากที่รถติดบนเส้นทางของเขาลูกนี้ เพราะวิว ทิวทัศน์นอกหน้าต่างที่มีเทือกเขาสูงต่ำสลับซับซ้อน พร้อมหิมะปกคลุมเป็นท๊อปปิ้ง ทำให้วิวที่น่าจะกากๆ ในวันธรรมดา เลอค่าขึ้นมาทันที เสียงชัตเตอร์ดังระงมทุกๆ การเข้าโค้ง บางทีฝั่งขวาสวย บางทีฝั่งซ้ายสวย วิ่งกันอุตลุดในรถจนเกรงว่ารถบัสที่นั่งอยู่จะเสียศุนย์ตกเขาดับดิ้นกันไป จังหวะนั้นไม่ได้คิดจริงๆ ครับ อาการเบื่อหน่ายในการนั่งรถนานๆ หายไปหมด รถติดเป็นระยะๆ บนเขา บางทีไกด์ก็ปล่อยเราออกไปสูดอากาศกันสักที บางจุดจอดได้ก็จอด แต่บางจุด ความโหดสวย 10 กะโหลกแต่จอดไม่ได้ ก็ต้องจำใจยิงภาพผ่านกระจกรถบัสแทน ภาพที่ออกมาดูไม่ได้เลยติดเขียวติดฟ้าแก้ยากพอควร
  • เส้นทางบน Mt. Chola เป็นทาง 1 เลน แคบสูงชัน รถไม่สามารถวิ่งสวนกันได้ เค้าจึงมีกฎให้รถวิ่งสลับกันเช้า – เย็น มันช่วยลดอุบัติเหตุและการติดขัดบนเขาได้ดีเยี่ยมแต่ก็ไม่เพียงพอ เมื่อพบว่ารถส่วนมากที่วิ่งบนเส้นทางนี้เป็นรถบรรทุกขนส่งสินค้า พอถึงเนินที่มีหิมะปกคลุมก็ส่อเค้าปัญหาขึ้นมา รถขนาดใหญ่หลายคันต้องเปิดไฟกระพริบหลบมุมเพราะขึ้นไม่ไหว บางคันต้องหยุดชั่วคราวแล้วหาโซ่มาใส่ล้อ สภาพการจราจรวันนั้นทั้งวันจึงแน่น ติดยาวเหยียดตลอดเส้นทาง เสบียงในรถบัสแทบหมดเกลี้ยง ในช่วงบ่ายที่ยาวนานหลังขับลงจาก Mt. Chola ได้ ก็สักพักใหญ่ๆ กว่าจะวิ่งเข้าเมือง Ganzi สภาพตอนนั้นหิวโซก นึกถึงแฮมเบอร์เกอร์ ข้าวเหนียวส้มตำ น้ำโอเลี้ยง ลอดช่องกะทิสด ฯลฯ มากกกกกกกก เบื่ออาหารจีนมันๆ เลี่ยนๆ เต็มที แต่ก็นะ … มีอะไรให้กินก็กินหล่ะ จังหวะนั้นซัดเรียบเลย

ภาพที่ 16: จำไว้ … ออกทริปต้องจัดเสื้อผ้าสีแรดๆ นะ เพราะมันถ่ายภาพขึ้นมาก ถึงมากที่สุด! … ผมเคยพาพี่ๆ ที่รู้จักไปซื้อเสื้อผ้ากันหนาวของ Columbia เสื้อตัวนอกสีเขียว ม่วง ฟ้า เหลือง แดง ยังกับขบวนการ Ranger แต่พี่ๆ ส่ายหัวบอกไม่เอา จี๊ดส์เกินไปไม่กล้าใส่ และเลือกเอาเฉพาะสีเทา น้ำตาล ดำ … พอเห็นภาพหลังกล้องตอนไปเที่ยวด้วยกัน บ่นกันอุบเลย … พลาดแล้วพี่ สี Earth tone กลืนไปกับฉากเลย 555+ อย่างภาพนี้ นายแบบประจำทริปสีแรดเป็นที่สุด เอาเข้าฉากรับรองไม่ผิดหวัง เสริมสีสันให้กับวันฟ้าเน่าได้เป็นอย่างดี

ภาพที่ 17-18: รถติดบน Mt. Chola จะเรียกโชคดี หรือโชคร้ายก็ไม่แน่ชัด เพราะหากรถวิ่งฉิวๆ เราคงไม่มีโอกาสได้แวะเวียนลงมาเก็บภาพอย่างหนำใจกับภูเขาหิมะ งานก๊อปเกรด A จากภูเขาที่สวิสฯ ในภาพแสดงรถติดยาวเหยียด ส่วนมากเป็นรถบรรทุก ถนนบนเขาเป็นเลนส์เดียว ด้านซ้ายมือเป็นเหว แถมหิมะปกคลุมถนน เฉอะแฉะพอควร ทำให้การจราจรแทบจะหยุดนิ่งเป็นชั่วโมง ก่อนที่จะคล่อยๆ คลานกระดึบขึ้น และลงเขา สิริเวลารวมแล้วกว่า 5-6 ชั่วโมงบนนี้

ภาพที่ 19: ขอถ่ายภาพคู่กับไกด์สุดทรหด Alex ผมจินตนาการไม่ออกเลยว่า ด้วยเส้นทางที่ทรหด และกำหนดการถ่ายภาพที่ละเอียดทั้งเช้า-เย็น ขนาดนี้ ถ้าเป็นไกด์นำเที่ยวคนอื่นจะเป็นอย่างไร ปัจจัยสำคัญให้ทริปมันส์ หรือง่อย นอกจากธรรมชาติแล้ว ไกด์ที่ควบคุมเวลา ควบคุมคนขับ และรู้เส้นทางอย่างละเอียด คือสิ่งจำเป็นที่ต้องมี นึกขอบคุณ Alex มากๆ ไม่มีเค้า เราจบเห่

ภาพที่ 20: เป็นภาพจากฟิล์ม Slide : Fuji Velvia 100 ที่ชอบมากถึงมากที่สุด แม้ฟ้าจะเน่า แสงไม่ลอดผ่านภูเขา แต่โทนที่ฟิล์มให้ออกมา รวมกับองค์ประกอบต่างๆ ในภาพใบนี้ เวลาผมมองฟิล์มจากตู้ไฟ มันว๊าวววววมากกกกก รายละเอียด สีสัน เกรนต่างๆ มาครบเหมือนภาพมีชีวิต นี่คงเป็นอีกสาเหตุที่ลังเลมากกับการทิ้งฟิล์ม Slide มันมีชีวิตบนตู้ไฟ! การวัดแสงของภาพใบนี้ ผมจิ้ม Pentax Digital Spotmeter ไปที่หิมะที่คาดว่าขาวที่สุดในฉาก พอได้ค่าแสงมาก็บวกเข้าไป +2 stops จากนั้นเล็งไปที่ส่วนมืดที่สุดในภาพกะว่าอยู่ในขอบเขตที่ฟิล์มเก็บแสงได้ (ไม่เกิน 5 stops โดยให้มองภาพเป็น -2, 0, +2 นั่นหล่ะใช่เลย) แล้วใช้ค่านั้นยิงภาพครับ โชคดีอย่างหาที่สุดไม่ได้ … รถบัสที่เรานั่งจอดตรงนี้พอดี นั่นคือโชคดีที่ด้านหน้ารถติด ไม่งั้นคงไม่ได้ภาพนี้มาแน่นอน

ภาพที่ 21: ภาพจากฟิล์ม Slide : Fuji Velvia อีกใบที่รอดมาได้ จริงๆ สีแย่กว่านี้นะ ผมเอาเข้า ACR + Photoshop เพื่อแก้ไขสีมาแล้วระดับนึง เป็นภาพทะเลสาบ Xinluhai ถ่ายจากจุดชมวิว มองจากมุมนี้เป็นทะเลสาบที่น่าจะสวยมาก ๆ ๆ ๆ เสียดายมากที่เวลามีไม่พอ เนื่องจากรถติดหนึบบน Mt. Chola นานกว่าที่คะเนไว้ เราจึงต้องข้ามจุดชมวิวด้านในไปอย่างน่าเสียใจ หากใครผ่านมาเส้นทางนี้ แนะนำอย่างแรงต้องแวะให้ได้นะ และฝากเก็บภาพมาฝากด้วยครับ

ระหว่างทางจาก Ganzi ไป Danba มีที่พักที่น่าสนใจมาก เค้าว่าเป็นหมู่บ้านมรดกโลก เป็นชุมชนชาวธิเบตสมัยดั้งเดิมที่แปรสภาพจากบ้านพักของชาวบ้านมาเป็น Guesthouse ที่สมาชิกในบ้านช่วยกันดูแล ต้อนรับ หุงหาอาหารเลี้ยงนักท่องเที่ยว เป็นหมู่บ้านที่น่ารัก ผู้คนอัธยาศัยดี วิวทิวทัศน์แม้จะไม่โหดอลังการ แต่ดูเป็นธรรมชาติสวยงามฝุดๆ เราพักกันที่หมู่บ้านนี้ 1 คืน โดยในตารางถ่ายภาพวันรุ่งขึ้นจะมีนางแบบมาให้ถ่ายภาพ … นางแบบก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ภรรยาของเจ้าของบ้านที่เราพักเมื่อคืนนั่นเอง เง้อ … ดูแลแบบครบวงจรจริงๆ โดย Alex ไกด์หนุ่มชาวจีนบอกพวกเราว่า โชคดีมากที่ได้ถ่ายภาพนางแบบคนนี้ เพราะได้ขึ้นชื่อว่าสวยที่สุด (สมัยรุ่นๆ) ในหมู่บ้านแล้วนะเออ ส่วนนางแบบอีกคนที่มาพร้อมกัน คือลูกสาววัย 4-5 ขวบนั่นเอง อย่างที่บอก .. ครบวงจรจริงๆ

ภาพที่ 22: เปลี่ยนอารมณ์จาก Landscape มาถ่าย Portrait กันบ้าง ภาพแม่-ลูกชาวจีน ในชุดพื้นบ้าน Tibetan ที่สวยงาม (ภาพจาก Fuji Velvia 100 ครับ)

ภาพที่ 22: ตัดฉากกลับมาที่อาม่าในบ้านที่เราใช้ถ่ายภาพ Portrait ขนะที่คนอื่นๆ กำลังสนุกกับอีกมุมหนึ่งที่ถ่ายนางแบบ ผมเห็นอาม่านั่งตัดแต่งต้นไม้ (หรืออาจะเป็นพืชในครัวเรือน) ก็ทำให้นึกถึงคุณแม่ที่เมืองไทย เดินไปคุยภาษามือขอถ่ายภาพ อาม่ายิ้มให้ ก็รีบกดภาพมา 2 ใบ จังหวะต่อมาอาม่ายิ้มสวยกว่าเดิม ดูผ่อนคลายลง ผมจึงขยับเข้าไปใกล้ๆ กะให้ภาพแน่นขึ้นและ Impact แรงขึ้น งัดกล้อง กดชัตเตอร์ใบที่ 3 … แง๊ก … ฟิล์มหมด … แอร็คคคคคค  (ภาพจาก Fuji Velvia 100)

ภาพที่ 23: แม่-ลูก ชาวจีนอีกคู่ ที่เราผ่านไปเจอและขอเก็บภาพเป็นที่ระลึก ด้วย Dynamic range ของฟิล์ม Negative ที่สามารถเก็บแสง (โดยเฉพาะส่วน Highlight) ได้มากกว่าฟิล์ม Slide ราวๆ 2-3 stops ผมจึงเลือกวัดแสงที่บริเวณแก้มของแม่ (ด้านขวาของภาพ) แล้วบวกชดเชยเข้าไป +2 stop) โดยหวังว่าตอนสแกนภาพยังได้รายละเอียดในส่วนเงามืดเพิ่มเติม และก็ไม่ผิดหวังครับ 

ภาพที่ 24-25: น่าจะเป็นเมืองที่ตั้งระหว่างทางจากเมือง Yachen – Dege ซึ่งจะผ่านวัดขนาดใหญ่ชื่อว่า Baiyu Monastery จุดนี้ต้องเปลี่ยนเป็นรถขนาดเล็กเพื่อขึ้นไปชมวัด และแถมเงินพิเศษเพิ่มเติมให้คนขับรถเก๋งในเมืองนั้นช่วยพาเราไปจุดชมวิวอีกฝั่งของวัด ซึ่งเป็นภูเขาสูงชัน ทางขึ้นอย่างชัน คนขับเก่งมาก ดริฟ์ทกันกระจายครับ ผมนี่ .. เกาะเบาะรถแน่นมาก นอกจากขับรถได้หวาดเสียวยิ่งกว่า Fast n Furious ทุกภาครวมกัน บางจังหวะยังส่งภาพจากมือถือให้เราดูว่า มุมนอกหน้าต่างจุดนี้ ถ่ายตรงนี้ มุมนั้นถ่ายตรงนั้น และส่งภาพ Selfie ตัวเองให้เราดู … นึกถึงเจ้าแม่กวนอิมตลอดทางเลยครับ … แต่ก็นะ … อำนาจใดก็ไม่แรงกล้าเท่า อำนาจของคนหลังพวงมาลัย ณ ความสุขระดับนั้น … ลงจากเขา ผมรักพื้นราบขึ้นมาทันทีเลย

Mt. Siguniange – Chengdu
  • อีกหนึ่ง Highlight ของทริปที่ทำให้ผมตื่นเต้นคือ การจะได้ไปเดินเขาที่ Mt. Siguniange (ซิ-กู-เหนียง) ที่ Rilong โดยในช่วงเย็นของวันแรกจะเป็นการเดินขึ้นไปที่จุดชมวิวแถว Maobiliang และในเช้าวันถัดมาคือการเดินเข้าไปถ่ายภาพที่ Changping Valley ซึ่งต้องใช้เวลาเดินเท้าประมาณ 4 ชั่วโมง หรือหากขี่ม้า ก็ใช้เวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมง ซึ่งสมาชิกส่วนมากเลือกที่จะใช้บริการขี่ม้าของชาวบ้านที่มาให้บริการ รวมถึงผมด้วย จะได้เก็บแรงไว้ถ่ายภาพข้างใน
  • แต่เอาเข้าจริง ผมโชคร้าย (หรือโชคดีไม่รู้) ได้ฉลาก “ม้าตัวเล็ก” ของป้าคนจีน ที่เมื่อเห็นผมพร้อมกระเป๋ากล้องใบใหญ่ ก็ออกอาการโวยวายอยากเปลี่ยนคนนั่ง หันไปมาต่างไม่มีชาวบ้านเออออด้วย จึงต้องตกลงให้ผมขี่ม้า แต่พอขึ้นนั่งเท่านั้น ม้าแอ่น … พยศทันที (รู้มาภายหลังว่าชุดที่ผมใส่ค่อนข้างรุ่มร่ามทำให้ม้าตกใจ) ป้าก็โวยขึ้นมา สุดท้ายผมต้องเดินเท้า ให้ป้าสะพายกระเป๋า แต่สักพักป้าก็โวยอีกบอกว่ากระเป๋าหนักไป เง้อ …. ผมจึงเอากระเป๋ามาถือแทนซะเลย พร้อมให้แกกลับ ทีนี้แกโวยมา ผมโมโหก็ด่าผ่านไกด์ให้แปลให้ฟัง ทีนี้ป้าออกอาการ เดินจูงม้าตามตื้ออีกค่อนทาง ผมเห็นท่าไม่ดี คืออารมณ์เสียไปก็ใช่ที เราเริ่มไม่สวย ก็จบกันแบบสวยๆ เลยขอให้ป้ามาเป็นแบบถ่ายรูปบ้าง ให้แกถ่ายรูปบ้าง คุยกันผ่านภาษามือ สุดท้ายกลายเป็นซี้กันซะงั้น ทำให้อีกครึ่งทางกว่าจะถึง Changping Valley ผมมีนางแบบ (ป้า) ส่วนตัว มีตากล้อง (ป้า) ส่วนตัว พร้อมพร๊อป (น้องม้า) ให้ถ่ายกันเพลินเลย … ตอนขากลับแม้ม้าจะแบกน้ำหนักผมไม่ไหว แต่ก็ได้ขี่น้องม้ามาค่อนทาง ที่เหลือเดิน พร้อมกับให้ทิปป้าไป 500 บาท เงินไม่มากแต่ความรู้สึกที่ได้มันเปี่ยมล้นจริงๆ ป้าจับมือขอบคุณยกใหญ่ ผมเองก็ยิ้ม และมีความสุขที่จบกันแบบนี้  … ทุกคนมีความจำเป็นและเหตุผลของตัวเองทั้งนั้น คนอื่นอาจต้องการชนะเรา ส่วนเราก็ไม่อยากแพ้ การเปลี่ยนสถานการณ์ตรงนั้นเป็น Win-Win กันทุกฝ่าย ทำให้ผมรู้สึกดีจริงๆ
  • สิ่งหนึ่งที่ไม่ OK ในทริปนี้คือ รอยช้ำจากการขี่ม้าครับ เย็นนั้นหลังจากกลับถึงที่พัก เริ่มรู้สึกระบบมากกกกับช่วงสะโพก ตัวผมคงใหญ่ เวลาลงน้ำหนักบนอานม้า จึงเสียดสีทุกครั้งที่ม้าเดินขึ้นลงเนิน แรกๆ ก็ไม่รู้สึก นานไปเริ่มเจ็บ และแสบในที่สุด … ตอนอาบน้ำ เอาสบู่เหลวลูบช่วงสะโพก ก็สะดุ้งโหยง แสบมาก และเหมือนมีทิชชูเปียกน้ำแผ่นประมาณเหรียญห้าติดที่มือ … กำ … ผิวกรูหลุดติดมือมา อ๊าาาาคค นี่หล่ะคือความรู้สึกของชีวิต ใช่ไหม? มีเจ็บมีจำ คราวหลังห้ามขี่ม้าเป็นอันขาด!

ภาพที่ 26: คนเลี้ยงม้าชาวจีน ที่หารายได้จากการจูงม้าให้นักท่องเที่ยวในเขตภูเขา Siguniange แต่ละคนแข็งแรงมากครับ เดินเข้าออกวันนึงหลายสิบกิโล บางทีต้องแบกของช่วยนักท่องเที่ยว และช่วยผ่อนแรงไม่ให้ม้าของตนแบกน้ำหนักมากเกินไป ใจทรหดมาก รายได้วันนึงหักค่าธรรมเนียมน่าจะได้ต่อวันไม่เกิน 1 พันบาท ขยันหน่อย ดูแลนักท่องเที่ยวดีหน่อย ก็อาจได้มากกว่านั้น

ภาพที่ 27-28: ภาพวิวทิวทัศน์ใน Mt. Siguniange ภาพจาก Fuji Pro 400H โดยสองภาพนี้ถ่ายจากจุดชมวิว เดินเท้า/ขี่ม้าขึ้นมาราว 3 กม. จากที่จอดรถของอุทยาน

ภาพที่ 29: วิวสวยๆ ใน Changping Valley จุดนี้สวยสุดๆ ไปเลยครับ เป็นที่ราบ มีแม่น้ำคดเคี้ยว ลำธารน้อยใหญ่ ล้อมรอบด้วยภูเขารูปทรงสวยงาม ใช้เวลาเดินเข้ามาจากจุดจอดรถประมาณ 4-5 ชั่วโมง หากขี่ม้าเข้ามาใช้เวลาราว 2 ชั่วโมง (แต่ก็แลกกับการจ่ายเงินให้ชาวบ้าน และความระบมสะโพก/ก้นจากการขี่ม้านานๆ)

ภาพที่ 30: ภาพถ่ายสมาชิกที่ร่วมเดินทางในคราวนี้กับ #TripChillChill ต้องขอชมว่าพวกพี่ๆ (และน้องๆ) สุดยอดมากครับ พี่บางท่านอายุมากกว่าแม่ผม ล่วงเลยวัยเกษียณแล้ว ยังแข็งแรง เดินเขา แบกอุปกรณ์ถ่ายภาพ พบกล้อง 1-2 ตัว เลนส์อีกครบช่วง แถมบางท่านจัดชุด Drone มาบินระหว่างทริปด้วย _/\_ ยินดีที่รู้จัก และขอบพระคุณที่ดูแลกันและกันตลอดทริป 12 วันที่จีน

หวังว่าเรื่องราวข้างต้นจะพอเป็นประโยชน์ในหลายด้าน ทั้งข้อมูลเกี่ยวกับการเที่ยวเมืองจีนจาก Kangding ไปจบที่ Rilong (Mt. Siguniang) รวมถึงเทคนิคสาระการถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์ม ซึ่งแม้จะเป็นกล้อง Medium format ที่ใช้ฟิล์ม 120 แต่น่าจะนำข้อมูลบางส่วนไปใช้ได้กับกล้องฟิล์มระบบอื่น รวมถึงกล้อง Digital … ขอบคุณที่ติดตามอ่านมาจนถึงบรรทัดสุดท้าย ขอบคุณจากใจ และพบกันใหม่ในบทความตอนหน้า สวัสดีครับผม