15 ภาพประทับใจจาก Nikon D850 ส่งท้ายปีเก่า 2560 ต้อนรับปีใหม่ 2561

“…ในโอกาสส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ผมจึงขอส่งมอบความสุข ด้วยการรวมรวมภาพประทับใจจากกล้อง D850 ใน 3 ทริปที่ผ่านมา เพื่อเป็นของขวัญแก่เพื่อนๆ โดยภาพแต่ละใบจะพยายามเขียนสรุปแนวคิด/เทคนิคที่น่ารู้สำหรับการถ่ายภาพไปพร้อมๆ กัน โดยภาพที่คัดมานั้น มาจากทริปญี่ปุ่น 1 ใบ และมาจากทริปอิตาลี + นิวซีแลนด์ อย่างละ 7 ใบ …”

ย้อนเวลากลับไปเมื่อเดือนสิงหาคม 2560 ที่ Nikon ได้เปิดตัวกล้อง D850 ซึ่งสร้างความประทับใจและตื่นเต้นให้กับช่างภาพทั่วโลก หลังจากรอมาเกือบเดือน นั้นในช่วงกลางเดือนกันยายน ผมก็ได้มีโอกาสเป็นเจ้าของ D850 ฉายา Hercules จอมพลังตัวนี้ซะที จากนั้นก็มีโอกาสถ่ายภาพด้วยกล้องในฝันอย่างต่อเนื่อง โดยทริปแรกได้เดินทางร่วมกับผู้บริหารและตัวแทนช่างภาพจากประเทศต่างๆ ไปชมโรงงานผลิตของ Nikon ประเทศญี่ปุ่น แม้ทริปนี้จะไม่ได้ภาพมากนัก แต่ได้ทราบถึงที่มา ประวัติอันน่าทึ่ง และเดินชมโรงงานผลิตกล้องและเลนส์ของ Nikon แค่นี้ก็ฟินมากมาย ทริปต่อมา ช่วงต้นเดือนตุลาคม ผมมีโอกาสไปสำรวจเส้นทางเดินเขาแถบ Dolomite ประเทศอิตาลี ในทริปนี้เริ่มคุ้นกับ D850 มากขึ้น ยิ่งใช้ยิ่งชอบ ยิ่งใช้ยิ่งเข้ามือ ในทริปนี้เน้นพักแรมด้วยเต้นท์ และนอนพักในกระท่อมบนเขาเป็นส่วนใหญ่ เดินเที่ยวถ่ายภาพบนเขาได้ระยะทางเกือบ 130 กม. ผมกลับจากทริป Italy ด้วยภาพกว่า 3 พันใบ และคลิปวิดีโอเกือบครึ่งร้อย และทริปส่งท้ายปีในช่วงต้นเดือนธันวาคม ได้พาเพื่อนๆ ไปเที่ยวถ่ายภาพที่เกาะใต้ ประเทศนิวซีแลนด์ เป็นทริปที่โหด มันส์ และเหนื่อยฝุดๆ แต่ได้ความประทับใจมามากมาย ทริปนี้เดินเขาได้ระยะทางประมาณ 120 กม. พร้อมภาพถ่ายจากกล้อง D850 ประมาณ 2 พันกว่าใบ พร้อมคลิปวิดีโอเบื้องหลังการเดินทางอีกเกือบร้อย (ซึ่งภายหลัง หากมีมีเวลา จะนำมาเรียบเรียงให้เพื่อนๆ ได้ดูนะครับ)
จากทั้งสามทริปที่ผ่านมา กล้อง Nikon D850 ตอบโจทย์การทำงานในการถ่ายภาพเชิง Landscape & Travel ให้ผมได้เกิน 100 หากไล่เลียงความประทับใจในคุณสมบัติของ D850 มีหลากหลายข้อมาก เช่น ประสิทธิภาพการทำงานทั้งเนื้อไฟล์ขนาดใหญ่เบิ้มถึง 45.4 MB ที่ทำให้ภาพที่พิมพ์ออกมาคมชัด (รวมถึงการ Crop ภาพเพื่อปรับองค์ประกอบใหม่ในระหว่าง Post processing) อีกทั้งความเนียนของไฟล์ที่มี Dynamic range ที่กว้างขึ้น โดยเฉพาะ ISO ที่สูงขึ้น รวมถึงการวัดแสง + โฟกัสในที่มืด แม้ในที่มีแสงน้อยถึง EV -3 (หรือเทียบเท่าการถ่ายภาพในเวลากลางคืนที่ได้รับแสงจากพระจันทร์เต็มดวง) และการแสดงผลของจอภาพที่สว่างขึ้นกว่าเดิม ทำให้มั่นใจมากขึ้นเมื่อถ่ายภาพกลางคืนครับ … นอกจากนี้ D850 ยังให้การโฟกัสที่รวดเร็วขึ้นกว่าเดิมมาก ความยืดหยุ่นในการทำงานผ่านจอพับ + สัมผัส (รอมานานมากกับจอพับ YES!) ปุ่มเรืองแสงของกล้องก็ดีงาม ทำให้เข้าถึงเมนูต่างๆ ได้อย่างง่ายดายแม้ในคืนที่มืดสนิท จากแต่ก่อนอยากได้ Nikon D5 เพราะเจ้าปุ่มเรืองแสง ช่องมองภาพที่สว่าง และจอที่ดี แต่มาจุดนี้ ผมพอใจกับ D850 มากมาย และสุดท้ายที่ยังประทับใจไม่เปลี่ยนกับกล้องทุกตัวของ Nikon ก็คือ ความสมบุกสมบันในการทำงาน อย่างทริป New Zealand ในคราวนี้ เดินตากฝนต่อเนื่องหลายชั่วโมงและระหว่างนั้นใช้กล้อง D850 บันทึกภาพและวิดีโอเป็นระยะ ก็ยังมั่นใจในการทำงานครับ อีกทั้ง Battery ที่พกไปแค่ 3 ก้อนสำหรับถ่ายภาพในเขา 4 วัน 3 คืน ก็เพียงพอแบบสบายๆ โดยสรุปแล้ว D850 ทำให้ชีวิตการถ่ายภาพ และเดินทางท่องเที่ยวมีความสุขขึ้นมากจริงๆ

ในโอกาสส่งท้ายปีเก่า 2560 และต้อนรับปีใหม่ 2561 ผมจึงขอส่งมอบความสุข ด้วยการรวมรวมภาพประทับใจจากกล้อง D850 ใน 3 ทริปที่ผ่านมา เพื่อเป็นของขวัญแก่เพื่อนๆ โดยภาพแต่ละใบจะพยายามเขียนสรุปแนวคิด/เทคนิคที่น่ารู้สำหรับการถ่ายภาพไปพร้อมๆ กัน โดยภาพที่คัดมานั้น มาจากทริปญี่ปุ่น 1 ใบ และมาจากทริปอิตาลี + นิวซีแลนด์ อย่างละ 7 ใบ รวมทั้งสิ้น 15 ใบ และต้องขอออกตัวตรงนี้ก่อนว่า บทความนี้ไม่ใช่บทความทดสอบกล้อง หรือทดสอบประสิทธิภาพของไฟล์ ซึ่งภาพแต่ละใบผ่านการปรับแต่งด้วยโปรแกรมแต่งภาพมาแล้วครับ ซึ่งสิ่งที่ผมอยากบอกก็คือ กล้อง Nikon D850 ให้ไฟล์ตั้งต้นที่ดีมากๆๆๆ เหมือนการทำอาหาร ที่เราได้วัตถุดิบชั้นยอด จากนั้นเรามาประกอบอาหาร และการปรุงรสเพิ่มเติมอย่างพอเหมาะ ก็ยิ่งเพิ่มความอร่อยให้แก่อาหารจานนั้นครับ เช่นภาพแต่ละใบในบทความนี้ บางใบถ่ายโดยใช้ Mode: Highlight piority แล้วมาเปิดแสงเปิดเงาในภายหลัง หรือบางใบถ่ายภาพคร่อมมา แล้วมาทำ HDR ใน Photoshop ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุด คือ การถ่ายทอดความงาม ความประทับในในธรรมชาติ ณ ตรงนั้น ในมุมมองของเราในฐานะนักถ่ายภาพครับ

ภาพที่ 1: Tre Cime, Dolomite – Italy

รายละเอียดการถ่ายภาพ: Nikon D850 + Nikon 14-24mm. @ 14 mm. ตั้งค่า f/4.0, 30 วินาที, iso 6400
แนวคิด/เทคนิค: ต้องการเพิ่มเรื่องราวให้น่าสนใจ โดยวางเต้นท์เป็นฉากหน้า เปิดไฟฉายทิ้งไว้ในเต้นท์แล้วคลุมด้วยผ้าเช็ดตัวสีเหลือง เพื่อให้แสงออกมาเป็นสีเหลือง (ผ้าคลุมเต้นท์ปรกติเป็นสีขาว) โชคดีมากในคืนนั้นมีหมอกปกคลุมรอบบริเวณ วางแบบที่กลางภาพ ผมเปิด Live view บน D850 แล้วจิ้มโฟกัสที่ Logo ของเต้นท์ การตั้ง WB เมื่อถ่ายภาพกลางคืนแบบนี้ ผมมักตั้งไปที่ 3300 – 3700 k เพื่อย้อมภาพให้ติดสีน้ำเงินเล็กน้อยครับ  ภาพนี้เป็นอีกใบที่ประทับใจในประสิทธิภาพของ D850 ที่ให้เนื้อไฟล์ที่ยืดหยุ่น เนียน ทำให้ทำภาพได้ง่ายขึ้น อีกทั้ง Noise จากการใช้ High ISO มีไม่มากครับ ดีกว่า D810 อย่างเห็นได้ชัด

ภาพที่ 2: ภาพ Panorama ของ Tre Cime, Dolomite – Italy

รายละเอียดการถ่ายภาพ: Nikon D850 + Nikon 14-24mm. @ 18 mm. ตั้งค่า f/8.0, 1/5 วินาที, iso 64 + Nisi Filter Soft GND8 (ลด 3 stops)
แนวคิด/เทคนิค: ใช้ฟิลเตอร์ครึ่งซีกแบบ Soft หรือที่เรียกว่า Soft GND เพื่อ Balance แสงดินและท้องฟ้า การถ่ายภาพ Panorama นั้น ผมมักจะถ่ายคร่อมภาพราวครึ่งนึงของภาพ เช่นในภาพนี้ เริ่มถ่ายภาพโดยเก็บภาพจากซ้ายไปขวา ฟิลเตอร์ครึ่งซีกทำงานได้ดีมากโดยผมไม่จำเป็นต้องถ่ายภาพคร่อมแสง ก็สามารถเก็บแสงได้ครบทุกโซน ในการถ่ายภาพครั้งนี้ ผมได้ตั้ง WB ไว้ที่ 5700 k + 10 Tint เพื่อย้อมแสงให้ติดสีม่วงแดง … การถ่ายภาพ Panorama หากสะดวกควรถ่ายภาพบนขาตั้งกล้องเสมอ ถ่ายภาพเผื่อไว้สัก 1-2 ชุด และปรับระดับน้ำ (Virtual Horizontal) ของกล้องให้ได้ระดับ แต่หากไม่สะดวก ขอให้ถ่ายภาพเผื่อไว้หลายชุดสักหน่อย เพราะการถ่ายภาพแบบประคองด้วยมือ (Handheld) อาจมีภาพบางใบสั่นไหว ทำให้ตอนรวมภาพได้ภาพไม่สมบูรณ์

ภาพที่ 3: Right Moment @ Dolomite – Italy

รายละเอียดการถ่ายภาพ: Nikon D850 + Nikon 14-24mm. @ 14 mm. ตั้งค่า f/8.0, 1/500 วินาที, iso 400
แนวคิด/เทคนิค: เมื่อเราอยู่ในจุดที่ใช่ และบรรยากาศโดยรวมเอื้อต่อการถ่ายภาพ เราอาจมีภาพในหัวว่า อยากได้ภาพแบบนี้ และรอคอยให้มันเกิดขึ้น สิ่งเรานี้คือการ Pre-visual ซึ่งเป็นทักษะที่มีประโยชน์มาก โดยเฉพาะช่างภาพสาย Street รวมถึงช่างภาพสาย Landscape เช่นกัน  ร่องเขาตรงนี้ พวกเรามาถึงก่อนราวครึ่งชั่วโมง หลังจากนั่งพักเหนื่อยและหามุมถ่ายภาพ เริ่มมีหมอกไหลมาบริเวณหุบเขา และทางเดินตรงหน้ามันทำหน้าที่เสมือนเส้นนำสายตา (Leading line) ที่เยี่ยมมาก ขาดแต่เพียง “พระเอก” ที่จะเติมเต็มภาพให้สมบูรณ์ … หลังจากรอมาสักพัก ก็มีนักเดินเขาอีกกลุ่มเดินลงมาพอดี จังหวะนั้นต้องรีบดันค่า iso เพื่อให้มีความเร็วชัตเตอร์ที่มากพอที่จะจับจังหวะการเดินที่ต้องการ … การรู้จักกล้องตัวเองและปรับแต่งค่าถ่ายภาพให้ได้ดั่งใจ เป็นทักษะที่เกิดจากประสบการณ์ จำเป็นต้องฝึกหลังกล้องบ่อยๆ ให้เคยชินนะครับ หากเราไม่รู้จักกล้อง และไม่คุ้นเคยการปรับค่าถ่ายภาพ จังหวะที่ใช่ (Right moment) ในขณะนั้นอาจหลุดไป น่าเสียดายมากแน่นอนครับ

ภาพที่ 4: Rifugio Pian di Cengia, Dolomite – Italy

รายละเอียดการถ่ายภาพ: Nikon D850 + Nikon 14-24mm. @ 14 mm. ตั้งค่า f/4.0, 245 วินาที, iso 1600 (ภาพหลัก)
แนวคิด/เทคนิค: เวลาบอกคนอื่นว่า ต้องไปนอนกระท่อม (Hut) บนเขา อาจจะไม่ได้หมายความว่าเป็นเพิงกระท่อมตามที่เราคิดนะ ที่พักบนเขาส่วนใหญ่ที่เคยไปมา โดยเฉพาะประเทศอิตาลี, นิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย มักจะเป็นตึกพักแรมถาวรที่บังแดด บังลม กันหนาวได้อย่างดีเลย ความสะดวกสบายมีพอสมควร ไม่เลวร้ายเหมือนที่คิดกันซะทีเดียวครับ เช่นในภาพนี้เป็นกระท่อม (Hut): Rifugio Pian di Cengia บริเวณ Dolomite, Italy เป็นอาคารสองชั้น จุคนได้มากกว่า 40 คน มีอาหารไว้คอยให้บริการตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะตอนเย็นที่คนเดินเขาเข้ามาพักจนเต็ม ลงมาทานข้าวเย็นพร้อมกันนี่ … เสียงเฮฮา ครื้นเครง เล่นดนตรี จิบเบียร์ กินสปาเก็ตตี้ร้อนๆ บรรยากาศอย่างกับงานปาร์ตี้ดีๆ ที่จัดในภัตตาคารเลยทีเดียวครับ เทคนิคเก็บแสงภาพนี้ไม่มีอะไรมาก แค่ต้องตื่นแต่เช้าตรู่แล้วเก็บแสงดาว 1 ใบ (ใช้เป็นภาพรองเพื่อนำแสงดาวไปซ้อนในภาพหลัก) และแสงของวันใหม่อีก 1 ใบ (เป็นภาพหลัก) แล้วนำมารวมกันในใบเดียว ส่วนความท้าทายของการถ่ายกลางคืนนี้มี 3 ประการ คือ การโฟกัส การวัดแสง และการรวมภาพ การโฟกัสนั้นผมเปิด Live view บน D850 แล้วจิ้มไปที่กระท่อม ส่วนการวัดแสง (สำหรับภาพหลัก) ผมตั้งแบบ Manual ครับ โดยคราวแรกดัน iso ไปที่ 6400 เปิด f/2.8 เพื่อหาความเร็วชัตเตอร์ได้เท่ากับ 30 วินาที เมื่อได้ค่าแสงที่ต้องการแล้ว ผมค่อยปรับชดเชยให้รูรับแสงแคบลง (เพื่อให้ได้ระยะชัดมากขึ้น) โดยปรับจาก f/2.8 ไปที่ f/4.0 และลด iso จาก 6400 ลงมาที่ iso 1600 ซึ่งต้องไปชดเชยที่ความเร็วชัตเตอร์ปรับให้เปิดแสงนานกว่าเดิม 3 stops จาก 30 วินาที เป็น 4 นาที (240 วินาที) ส่วนการรวมภาพนั้น ไปรวมใน Photoshop โดยวางภาพดาวไว้ Layer บนจากนั้นปรับ Layer mode > Lighten เพื่อให้แสงดาวปรากฎขึ้นในภาพหลัก จากนั้นก็ปรับแต่งแสงสีตามต้องการ

ภาพที่ 5: Panoramic view อีกด้านของ Dolomite – Italy

รายละเอียดการถ่ายภาพ: Nikon D850 + Nikon 24-70mm. @ 70 mm. ตั้งค่า f/5.0, 1/200 วินาที, iso 800
แนวคิด/เทคนิค: เมื่ออยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ เราจะรู้สึกถึงคุณค่า ความอลังการของขุนเขาและม่านหมอกที่อยู่ตรงหน้า และอยากถ่ายทอดความรู้สึกนี้ให้คนอื่นได้รับรู้ ในช่วงที่แสงบนฟ้ากำลังเปลี่ยนสีไปเรื่อยๆ บนเขาลูกนั้น ผมอยู่โดดเดี่ยวอีกฟากเนินเขา ขณะที่เพื่อนร่วมทริปอีกคนเดินไกลออกไปยังเนินเขาอีกลูก และกำลังจดจ่อถ่ายภาพ … ส่วนผม เมื่อเห็นภาพตรงหน้า จึงรีบเปลี่ยนเลนส์ 14-24 มม. และประกบ 24-70 มม. แล้วซูมสุดกระบอกที่ระยะ 70 มม. (จังหวะนั้นคิดถึงเลนส์ 24-120 มม. มากเหลือเกิน) จากนั้นรีบบันทึกภาพแบบ Panorama คร่อมใบละ 35-50% ยิงแถวตั้งประมาณ 6-7 ใบ จากนั้นเก็บภาพอีก 2 ชุด เพราะเกรงว่า จังหวะกวาดภาพ (ไม่ได้ใช้ขาตั้งกล้อง) อาจมีภาพบางใบไม่คมชัด แม้ผมจะระวังพอสมควร โดยพยายามดัน iso ไป 800 เพื่อให้ได้ความเร็วชัตเตอร์ 1/200 วินาทีแล้วก็ตาม … แต่ด้วยขนาดของ Sensor ที่มโหฬารถึง 45.4 MB ทำให้การสั่นไหวแม้เพียงเล็กน้อยภาพอาจไม่คมชัด จากกฎการถ่ายภาพเดิมที่บอกถึงความเร็วชัตเตอร์น้องสุดที่ใช้มือประคองถ่ายภาพได้คือ “1ส่วนทางยาวโฟกัส” เช่น ถ่ายภาพที่ระยะ 50 มม. ควรใช้ความเร็วชัตเตอร์น้อยสุดที่ 1/50 วินาที แต่สูตรดังกล่าวใช้กล้องระดับนี้ไม่ได้แล้วครับ ควรใช้สูตร “1 ส่วน 3 เท่าความยาวโฟกัส”ซึ่งในกรณีนี้ผมใช้เลนส์ 70 มม. จึงควรใช้ความเร็วชัตเตอร์ขั้นต่ำ 1/200 วินาทีขึ้นไปครับ  … ภายหลังกลับถึงบ้าน ได้ลองเช็คภาพดูพบว่า ภาพทั้งหมด 3 ชุดที่ถ่ายมา ใช้งานได้ 2 ชุด ส่วนภาพอีกชุด มีใบที่ไม่ชัด 1-2 ใบ … จึงขอแนะนำกันตรงนี้เลยครับ ถ่ายภาพ Panorama ควรถ่ายภาพเผื่อเสมอ ให้ใช้ความเร็วชัตเตอร์ให้เหมาะสม และหากกางขาตั้งกล้อง อย่าลืมปิด VR บนกระบอกเลนส์ด้วยนะครับ

ภาพที่ 6: Dolomite – Companion

รายละเอียดการถ่ายภาพ: Nikon D850 + Nikon 14-24 mm. @ 14 mm. ตั้งค่า f/5.6, 1.6 วินาที, iso 8000
แนวคิด/เทคนิค: 3 สิ่งที่มีค่าที่สุดสำหรับทุกการเดินทาง คือ อุปสรรค ประสบการณ์ และมิตรภาพ ในทริป Dolomite ที่ผ่านมาก็มีเรื่องราวต่างๆ มากมายเกิดขึ้น บางวันต้องเปลี่ยนแผนกระทันหันเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ และเวลาที่มีอยู่ ในช่วงต้นเดือนตุลาคม เป็นช่วง Off season ของการเดินเขาใน Italy เพราะสภาพอากาศเริ่มเลวร้าย ความหนาว หิมะ และเสบียงอาหาร (รวมถึงแหล่งน้ำบนเขา) ไม่เป็นผลดีต่อการเดินทางในช่วงนี้มากนัก กระท่อมบนเขาจึงพากันปิดตัวกันหมด ภาพนี้ถ่ายในคืนสุดท้ายของการเดินทาง นอนเต้นท์คืนสุดท้ายและวันรุ่งขึ้น ผมก็เริ่มป่วยหนักจนต้องทิ้งแผนเดินเขาและมุ่งหน้าสู่เมืองเวนิช และไปพักในเมืองแทน ต้องขอขอบคุณเพื่อนร่วมทาง “คุณน้องมน” ที่มาลุยแบบทรมานด้วยกันนะครับ

ภาพที่ 7: Awesome Morning @ Dolomite

รายละเอียดการถ่ายภาพ: Nikon D850 + Nikon 14-24 mm. @ 14 mm. ตั้งค่า f/8.0, 1/250 วินาที, iso 64
แนวคิด/เทคนิค: ทักษะสำคัญของการถ่ายภาพ Landscape คือ การถ่ายภาพคร่อมแสง เพื่อนำแสงมารวมกันในภาพหลัง หรือไม่ก็ การเลือกใช้ฟิลเตอร์ครึ่งซีกเพื่อเก็บแสงให้ครบตั้งแต่หลังกล้อง สองทักษะนี้มีความสำคัญเท่าๆ กันและเหมาะกับสถานการณ์คนละแบบ การถ่ายภาพคร่อมแสงทำให้เราไม่ต้องแบกชุดฟิลเตอร์ไปเดินเขา แต่อาจเสียเวลาสักหน่อยตอนรวมภาพในภายหลัง อีกทั้งเมื่อเจอสภาพอากาศที่มีลมแรง การรวมภาพอาจทำได้ไม่ดีนักเพราะอาจมีต้นไม้ หรือวัตถุในภาพเคลื่อนไหว ทำให้การรวมภาพทำได้ยาก ส่วนการใช้ฟิลเตอร์ครึ่งซีก ต้องยอมรับว่าชุดฟิลเตอร์ดีๆ อย่าง Nisi Filter นั้น ทำจาก Pro Glass คุณภาพสูง แต่ก็แอบหนักเมื่อขนไปหลายแผ่น แต่ข้อดีคือ สามารถจบภาพได้เกือบจะหลังกล้อง เก็บแสงมาได้ครบอย่างที่ต้องการ อีกทั้งเป็นการฝึกทักษะการถ่ายภาพแบบดั้งเดิมที่นำไปใช้กับการถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์มได้ดี … ในภาพใบนี้ ผมใช้ฟิลเตอร์ Hard GND8 ที่ช่วยลดแสงได้ 3 stops แม้ส่วนที่สว่างที่สุดของภาพ คือ จุดที่พระอาทิตย์ขึ้น จะเก็บแสงได้ไม่ครบ แต่ภาพรวมเนื้อไฟล์ดีมาก ผมจึงเก็บแสงอีก 1 ใบเพื่อมาคืนรายละเอียดให้กับภาพใบนี้ในภายหลัง (ถ่ายคร่อมแสงอีก -3 stops) … ภาพใบนี้เป็นภาพใบที่ชอบที่สุดในทริป Dolomite ของปีนี้เลยครับ

ภาพที่ 8: Warmly welcome to NZ

รายละเอียดการถ่ายภาพ: Nikon D850 + Nikon 24-70 mm. @ 70 mm. ตั้งค่า f/4.0, 1/800 วินาที, iso 64
แนวคิด/เทคนิค: ธรรมชาติถือหุ้นเกิน 50% เสมอเมื่อออกไปถ่ายภาพ Landscape แม้เราจะเตรียมตัวมาดีแค่ไหน ก็อย่าคาดหวังว่าเราจะได้ฟ้าสวยโหดเสมอไป เพราะความคาดหวัง คือ บ่อนทำลายแรงบันดาลใจดีๆ นี่เอง ออกไปเที่ยวถ่ายภาพทุกครั้งขอให้พกความคาดหวังไปสักหน่อย แต่ขอให้พกความตั้งใจไปให้มาก ฟ้าดี ฟ้าไม่ดี ก็ถ่ายภาพเก็บมุมมอง ฝึกฝนไปเรื่อยๆ นี่คือคติเตือนใจผมทุกๆ ครั้งที่ออกถ่ายภาพครับ … ในทริปล่าสุดที่นิวซีแลนด์ คราวนี้พกความตั้งใจไปเต็มร้อย อยากถ่ายภาพมุมใหม่ๆ ของที่นี่ เพราะเคยมาเที่ยวถ่ายภาพหลายครั้งแล้ว ความรู้สึกแรกคือ เกาะใต้ นิวซีแลนด์ ยังคงสวยเหมือนเดิม แต่จำนวนนักท่องเที่ยวกลับมากขึ้นเท่าทวี ซึ่งสวนทางกับความเงียบสงบที่ลดน้อยลงไปมาก ที่ Lake Tekapo คราวนี้ผมแทบไม่ได้ถ่ายภาพดอก Lupines คู่กับโบสถ์เลย ได้แต่ประกบเลนส์ 24-70 มม. ถ่ายเจาะภูเขาที่อยู่รอบทะเลสาบ โชคดีที่เย็นแรกของทริปได้เมฆฝนมาปูพรมต้อนรับ ฝนตกไกลออกไปในภูเขา ซึ่งทำให้ได้ภาพดูแปลกตากว่าที่เคย .. ฝนตกทางโน้น หนาวถึงทางนี้ … ไม่รู้สิ ผมชอบฟ้าฝน เสี่ยงได้ภาพเน่าสูง พอๆ กับได้ฟ้าระเบิดระเบ้อ … จะฟ้าแบบไหน ตั้งใจให้เยอะ คาดหวังให้น้อย แล้วสนุกกับการถ่ายภาพนะครับ

ภาพที่ 9: Hello – Lupines

รายละเอียดการถ่ายภาพ: Nikon D850 + Nikon 14-24 mm. @ 14 mm. ตั้งค่า f/11.0, 1/60 วินาที, iso 64
แนวคิด/เทคนิค: สุดยอดฟังก์ชั่นของ Nikon D850 อีกอย่างก็คือ การถ่ายภาพ Auto focus stacking โดยเราเลือกจุดโฟกัสใกล้ที่สุดจุดแรก จากนั้นกำหนดให้กล้องถ่ายภาพให้เราแบบเบ็ดเสร็จ โดย D850 จะคำนวณการหมุนโฟกัส และถ่ายภาพจากจุดแรกถึง Infinity เช่น เมื่อใช้เลนส์ 14-24 มม. ที่ระยะ 14 มม. เมื่อเรากำหนดจุดโฟกัสใกล้สุด (โดยเปิด Live view แล้วใช้นิ้วจิ้มที่ดอก Lupines ที่ใกล้กับเลนส์ที่ต้องการให้ชัด) เมื่อเข้าคำสั่ง Auto focus stacking และกดถ่ายภาพ เราจะได้ภาพถ่ายต่อเนื่องมาราวๆ 4-8 ใบ (ขึ้นกับการตั้งค่า) และเมื่อนำมารวมกันใน Photoshop ก็จะได้ภาพชัดตั้งแต่หน้าจนถึงหลัง … สุดยอดไปเลยใช่ไหมครับ ใช้ได้ดีมากกับการถ่ายภาพ Macro ในสตูดิโอ และกลางแจ้ง แต่มีข้อแม้ว่า วัตถุหลักในภาพต้องนิ่ง เพื่อให้การรวมภาพสมบูรณ์ที่สุด … แต่เนื่องจากจุดที่ผมถ่ายภาพใบนี้ ลมพัดเอื่อยๆ มาเรื่อยๆ บางจังหวะลมแรง จึงไม่เหมาะกับการใช้คำสั่งดั่งกล่าว เราต้องกลับมาที่พื้นฐานการถ่ายภาพ คือการคำนวณ  Hyperfocal ของเลนส์ จัด f ไปแคบๆ ที่ 11.0 โฟกัสไปที่ระยะราว 60 cm ก็จะได้ระยะชัดตั้งแต่ 30 cm. จนถึง Infinity (โดยประมาณ) เมื่อถ่ายภาพหลักได้แล้ว (วัดแสงแบบ Highlight priority) ผมก็ถ่ายภาพคร่อมแสงอีก 1 ใบ (+3 stops) เพื่อนำมาใช้เปิดเงาในขั้นตอน Post processing ครับ

ภาพที่ 10: แสงสุดท้าย … รางวัลของนักเดินทาง

รายละเอียดการถ่ายภาพ: Nikon D850 + Nikon 14-24 mm. @ 14 mm. ตั้งค่า f/11.0, 1/400 วินาที, iso 200
แนวคิด/เทคนิค: เป็นเส้นเดินเขาแรกที่ผมเฝ้าบอกเพื่อนๆ ที่ไปเที่ยวนิวซีแลนด์ด้วยกันว่า “เรียกน้ำย่อยแบบ Warm up” ก่อนจะพาไปเดินเส้นทางเดินเขาอื่นๆ ตามแผนที่วางไว้ … แต่พอเอาเข้าจริง Muller Hut Trek คือ ความยากระดับปานกลาง – สูง ที่ท้าทายขีดจำกัดและสังขารของผมเป็นอย่างมาก เล่าคร่าวๆ (ไว้รายละเอียดคงมาอีกบทความ) คือการไต่ความสูงทั้งหมดราว 1200 เมตร จากจุดเริ่มต้น … โดยครึ่งแรกคือ บันได บันได และบันได สิริรวมกว่า 2,200 ขั้น จากนั้นอีกครึ่งที่เหลือคือเดินไต่เขาที่มีหิมะไปเรื่อยๆ ถึงยอดเขา ใช้ระยะเวลารวมตั้งแต่เริ่มตอนบ่าย 2 ถึงที่พักเกือบ 3 ทุ่มครึ่ง (รวมเวลาพักถ่ายภาพและพักหายใจแล้ว) … ยอมรับว่าไหว้พระไปตลอดทาง 555+ ไม่ได้ไหว้เผื่อตัวเอง แต่ไหว้เผื่อลูกทริป … จะรอดกันไหม … สุดท้ายรอด ปลอดภัยทุกคนครับ โดยจุดชมวิวบนนั้น สวยจนหายเหนื่อย … ภาพใบนี้บันทึกแสงสุดท้ายที่สาดแสงมาให้รางวัลแก่คณะเดินทางในค่ำวันนั้น … เทคนิคถ่ายภาพใบนี้ คือ มองผ่านเลนส์ ใช้เลนส์ Ultra-wide ต้องหามุมผ่านเลนส์อย่าหามุมผ่านตาปรกติของเรา เพราะเลนส์ Ultra-wide (เช่น ที่ระยะ 14-16 มม.) จะให้ภาพที่แปลกตาออกไป โดยเฉพาะวัตถุที่อยู่ใกล้ … ผมเจอมุมนี้ตอนเดินดุ่มๆ ไปหามุมโดยเปิด Live view ของกล้องไปเรื่อยๆ ภาพในจอมันปังมาก รู้เลยนี่หล่ะ ภาพที่รอคอย 😀

ภาพที่ 11: บันไดสู่สวรรค์ Mt. Cook

รายละเอียดการถ่ายภาพ: Nikon D850 + Nikon 14-24 mm. @ 14 mm. ตั้งค่า f/11.0, 1/125 วินาที, iso 64
แนวคิด/เทคนิค:  ผมเบื่อการนั่งรถเที่ยวจากจุดนึงไปจุดนึงแล้วต้องรอคอยนานๆ ในรถ ตรงกันข้ามกลับชอบพาตัวเองไปอยู่ท่ามกลางหุบเขา บนเส้นทางเดินเขาสวยๆ แล้วเลือกที่จะเดินหามุม หรือไม่ก็นั่งรอให้เกิดภาพสวยๆ ตรงหน้า ในการเดินเขา เรามีโอกาสได้ถ่ายภาพทั้งวันจากธรรมชาติ พรรณไม้ สายน้ำ เทือกเขา รวมถึงผู้คนที่มาท่องเที่ยวด้วยกัน … และภาพนี้ก็เป็นหนึ่งในหลายสิบภาพที่เกิดขึ้นบนเส้นเดินเขาของนิวซีแลนด์

ภาพที่ 12: สนามเด็กเล่นของช่างภาพ Landscape

รายละเอียดการถ่ายภาพ: Nikon D850 + Nikon 14-24 mm. @ 14 mm. ตั้งค่า f/11.0, 1/8 วินาที, iso 64 + Nisi Filter Soft GND8 (ลดแสง 3 stops)
แนวคิด/เทคนิค:  มันคือความชอบส่วนตัวที่อยากบันทึกเพื่อนร่วมทริปไว้ในภาพถ่าย Landscape ผมชอบอากัปกิริยาของช่างภาพที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติ มันช่วยเล่าเรื่องราว ช่วยให้เห็นบรรยากาศ เติมเต็มความสมบูรณ์ของภาพ และช่วยเทียบขนาดความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติกับมนุษย์ในภาพ … ในภาพนี้ เพื่อนร่วมทริป “เน” กำลังบรรจงเก็บแสงแรกแห่งวันบนเส้นทางเดินเขา Routeburn Track เช้านี้เป็นเช้าที่สองที่เราแทบไม่ได้นอนกันเลย แถมเมื่อเช้าต้องเก็บเต้นท์ตอนตี 2 และเดินขึ้นเขาต่อเนื่องเกือบ 4 ชั่วโมงเพื่อให้ทันแสงเช้าบนนี้ … แต่ความสุข ความตื่นเต้นที่ได้เห็นแสงเช้าสาดแสงลับเหลี่ยมเขา ทำให้พวกเราแต่ละคนลิงโลด หายเหนื่อย วิ่งวุ่นไปมาเหมือนเนินเขาแห่งนี้เป็นสนามเด็กเล่นของเหล่าช่างภาพไปชั่วคราว … ภาพนี้ถ่ายคร่อมแสง 2 ใบ แม้จะใส่ฟิลเตอร์ Soft GND8 ที่ช่วยลดแสงไปบ้างแล้ว แต่ช่วงกลางภาพตรงที่มีแสงพระอาทิตย์ยังคงหลุด Highlight ไปนิดหน่อย จึงเก็บแสงมาเผื่อ เพื่อรวมภาพใน Post processing

ภาพที่ 13: แสงสุดท้ายที่ Lake Ashi, Hakone ประเทศญี่ปุ่น

รายละเอียดการถ่ายภาพ: Nikon D850 + Nikon 14-24 mm. @ 24 mm. ถ่าย Panorama แนวตั้งประมาณ 6-7 ใบ
แนวคิด/เทคนิค:  แทบจะเป็นภาพใบเดียวที่ได้แสงสวยๆ และมุมพอดูได้จากทริปเยี่ยมชมโรงงานของ Nikon ประเทศญี่ปุ่นเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ด้วยตารางการดูงานที่แน่นเอี๊ยด ทำให้แทบไม่มีโอกาสได้ถ่ายภาพจากกล้อง Nikon D850 จนกระทั่งช่วงเย็นของวันสุดท้าย ทีมงานได้พาไปพักผ่อนและถ่ายภาพในเขต Hakone ซึ่งหน้าโรงแรมที่พักมีทะเลสาบ Ashi ที่สวยงาม ผมออกเดินหามุมถ่ายภาพตั้งแต่ก่อนพระอาทิตย์ตกดินอยู่ร่วม 2 ชั่วโมงกว่า ยิงมุมไหนก็ไม่ถูกใจ หาฉากหน้าสวยๆ ไม่ได้เลย ท้องฟ้าเริ่มมีสีส้มจางๆ แล้ว ในใจคิดว่าฟ้าน่าจะสวย แต่จนแล้วจนรอดก็หามุมที่ถูกใจไม่ได้ ระหว่างทางกลับที่พัก ก็เหลือบไปเจอบันไดหนีไฟข้างโรงแรมที่สามารถปีนขึ้นไปจนเกือบถึงชั้นบนสุดได้ จึงรีบตะกายขึ้นบันไดถึงจุดถ่ายภาพก็กางขาตั้งกล้องบนบันไดเหล็กหนีไฟแบบทุลักทุเล แสงสุดท้ายกำลังหมดไปพร้อมเสียงชัตเตอร์ที่ถ่ายใบสุดท้ายพอดี

ภาพที่ 14: Summer in New Zealand

รายละเอียดการถ่ายภาพ: Nikon D850 + Nikon 14-24 mm. @ 14 mm. ตั้งค่า f/11.0, 1/250 วินาที, iso 64
แนวคิด/เทคนิค:  ตั้งใจจะใช้เทคนิค Focus stacking จึงถ่ายภาพแบบหมุนโฟกัสด้วยมือจำนวน 5 ใบ หมุนโฟกัสไล่ตั้งแต่ใกล้สุดยันไกลสุด (โฟกัสที่ภูเขา) ด้วยพื้นที่ที่กำลังถ่ายภาพค่อนข้างเองตามเนินเขา อีกทั้งขาตั้งกล้องอยู่ด้านล่าง ผมจึงแก้ปัญหาเฉพาะหน้าล็อคไหล่ จับกล้องนิ่งๆ แล้วจัดภาพมา 3-4 ชุด แต่หลังจากมาลองรวมภาพแบบ Auto Focus stacking ใน Photoshop ปรากฎว่า ภาพแต่ละใบมีการขยับของดอกไม้ค่อนข้างมาก เนื่องจากลมพัดแรงตอนถ่ายภาพ จึงไม่สามารถรวมแบบ Auto ได้ … สุดท้ายจึงต้องรวมภาพด้วยมือ โดยวาง Layer mask ถมดำ แล้วใช้ภู่กันสีขาวแต่งแต้มเปิดภาพทีละส่วนจนแล้วเสร็จ

ภาพที่ 15: Lake Mckenzie – Return

รายละเอียดการถ่ายภาพ: Nikon D850 + Nikon 14-24 mm. @ 14 mm. ตั้งค่า f/8.0, 1/60 วินาที, iso 64
แนวคิด/เทคนิค:  ในที่สุด ก็ได้เดินทางกลับมาแก้มือที่ Lake Mckenzie บนเส้นทาง Routeburn Track ได้ซะที หลังจากอกหักไปเมื่อ 4 ปีก่อนที่เจอฝนตก ฟ้าปิดตลอดเส้นทาง ทำให้คราวนี้หมายมั่นปั้นมือว่าจะกลับมาเก็บแสงสวยๆ ที่นี่ให้ได้ … แต่ก็ไม่ลืมคาดหวังให้น้อยสักหน่อย กลัวผิดหวังจริงๆ เพราะก่อนขึ้นเขานั้น จนท. อุทยานฯ ได้แจ้งข้อมูลว่าจะมีฟ้าฝนตก 1-2 วันบนเขา สุดท้ายโชคช่วยฝนตกเฉพาะวันแรก ที่เหลือฟ้าสวย แดดดี ผิวเกรียมกันไปตามๆ กัน … ภาพนี้ใช้เทคนิค Auto Focus stacking ของกล้อง Nikon D850 ได้ภาพมาประมาณ 5 ใบ แล้วนำไป Blending ภาพรวมกันใน Photoshop ครับ … ที่ชอบภาพใบนี้ แม้จะไม่สวยโหดเท่าใบอื่น ก็เพราะความประทับใจในกล้อง D850 ที่ช่วยให้ชีวิตการถ่ายภาพง่ายขึ้น อีกทั้งยังถือว่าได้ล้างตากับ Lake Mckenzie ได้ฟ้าดี อากาศดี ถือว่าจบแล้วสำหรับ Routeburn Track … ถามว่าจะมารอบที่ 3 ไหม?? … ขอคิดดูก่อน คงไม่ใช่เร็วๆ นี้แน่นอนครับ

สุดท้ายนี้  ผมต้องขอขอบพระคุณทุกๆ คนที่ติดตามอ่านบทความมาจนถึงบรรทัดสุดท้าย ดีใจที่มีพี่น้องทุกคนเป็นกำลังใจ ผมเชื่อมั่นเสมอว่า กล้องดีที่สุด คือกล้องที่เราคุ้นเคย และใช้งานได้ดั่งใจ ไม่ว่าจะกล้องค่ายไหน ขอให้เรามีความสุขที่ได้ถ่ายภาพ ไม่ใช่มีความสุขที่การอวดอุปกรณ์ จะเสียเงินซื้ออุปกรณ์เพื่อความสุข หรือเก็บเงินเพื่อออกทริปเพื่อถ่ายภาพให้มีความสุข อยู่ที่เราเลือก อยู่ที่เราพอใจ อะไรก็ได้ที่ไม่เดือดร้อนใคร ก็ทำไปเถอะครับ ชีวิตมันสั้น ดังนั้น … จงใช้ชีวิตที่อยากเป็นให้สนุกและมีความสุขทุกๆ นาทีนะครับ … สวัสดีปีใหม่ พระคุ้มครองครับ