คิดก่อนถ่าย ตั้งเป้าก่อนแต่งภาพ : Visualisation

 

“…บางครั้งต้องการจบหลังกล้องแบบ Pure photography ก็จะคิดว่าทำอย่างไรจะเก็บแสงได้ครบ ไม่มี Highlights และ Shadows ที่หายไป รวมถึงวางองค์ประกอบภาพให้แม่นที่สุด …บางครั้งก็ต้องการเก็บภาพไว้เพื่อไปรวมหลังคอมแบบ Digital art photography ก็จะคิดถึงภาพสุดท้ายที่ต้องการ แล้วเก็บวัตถุดิบมาให้ครบถ้วน…”

แนวคิด Visualisation

เมื่อไปถึงจุดถ่ายภาพ พอเราจอดรถ เดินไปรอบๆ สำรวจมุม เห็นวิวสวยๆ ตรงหน้า จึงปักกล้อง วัดแสง กดชัตเตอร์ กลับบ้าน แต่งภาพ …. ช่วงเวลาในขั้นตอนข้างตน แต่ละคนใช้เวลาแตกต่างกันไป บ่อยครั้งที่ผมใช้เวลาเกินครึ่งกับการเดินหามุมถ่ายภาพ ใช้เวลาบางส่วนในการกำหนดค่าอุปกรณ์ และอาจใช้เวลาเพียงเสี้ยวนาทีในการกดชัตเตอร์ … เราเคยถามตัวเองไหมว่า ในเวลาทั้งหมดที่ใช้ไปนั้น มีช่วงใดไหมที่เราได้จินตนาการถึง “ภาพสุดท้ายที่ต้องการ”? และเราจะนำเสนอสิ่งที่เราถ่ายภาพไปนั้นออกมาในลักษณะใด?
Ansel Adamsช่างภาพในตำนานที่รู้จักกันทั่วโลก ได้แนะนำเทคนิคการถ่ายภาพที่สำคัญไว้ในงานเขียนของเขา โดยเรียกความสามารถที่ช่างภาพสามารถมองเห็นภาพสุดท้ายนี้ว่า “Visualisation” และให้คำนิยามในนิตยสาร Modern Photography ปี 1934-35 ไว้ว่า “Visualisation คือ การนำเสนอภาพสุดท้ายและการถ่ายทอดมุมมองของช่างภาพผ่านการถ่ายภาพและการพิมพ์ภาพ โดยอาศัยทักษะในการควบคุมกลไก (กล้องถ่ายภาพ) เทคนิคถ่ายภาพ ความงามเชิงศิลป์ และประสบการณ์ของช่างภาพแต่ละคน(The photographer visualises his conception of the subject as presented in the final print. He achieves the expression of his visualisation through his technique—aesthetic, intellectual, and mechanical)”  ซึ่งต่อมา Edward Weston ได้แยกแนวคิดนี้ออกเป็น 2 ส่วน คือ การมองเห็นภาพสุดท้ายที่จะปรากฎบนฟิล์ม (Pre-visualisation) และการมองเห็นภาพสุดท้ายในกระบวนการพิมพ์ภาพ (Post-visualisation)
“การมองเห็นภาพสุดท้ายที่ต้องการก่อนกดชัตเตอร์ (the ability to create the required image in your mind’s eye before you actually take it)” นี้ หากพูดในแง่การถ่ายภาพด้วยฟิล์มขาวดำบนพื้นฐานของ Zone system ในระหว่างการถ่ายภาพ ช่างภาพจะมองเห็นภาพสุดท้ายแล้วว่า พื้นที่แต่ละส่วนในภาพจะถูกวางไว้ใน Zone ไหน เช่น ส่วนเงาในภาพที่พอมีรายละเอียดต้องการวางไว้ใน Zone 3; ผิวนางแบบวางไว้ใน Zone 5; ริ้วผ้าม่านสีขาวติดหน้าต่าง วางไว้ใน Zone 7 ซึ่งช่างภาพจะบันทึกข้อมูลการถ่ายภาพไว้ในสมุดจด แล้วไปจบงานล้าง อัดภาพขาวดำ ตามที่ตนเองได้ Visualise ไว้ ซึ่งด้วยวิธีการคิดแบบ Visualisation นี้ ถือเป็นพื้นฐานสำคัญของการถ่ายภาพที่ช่างภาพสามารถฝึกฝน พัฒนาทักษะนี้ เพื่อให้ได้ภาพสุดท้ายตามที่ต้องการ สำหรับการถ่ายภาพด้วยกล้องดิจิตอล เรามีขอบเขต “การมองเห็นสุดท้ายที่ต้องการ” ที่ค่อนข้างกว้างกว่าการถ่ายภาพยุคดั้งเดิมมาก ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าและความหลากหลายของเครื่องมือการถ่ายภาพ / ปรับแต่งภาพ เช่น ระบบอัตโนมัติ (โฟกัส วัดแสง ถ่ายภาพต่อเนื่อง ถ่ายภาพคร่อม ถ่ายภาพพาโน), ความกว้างของ Dynamic range, จอ LCD บนกล้อง, การแต่งภาพด้วยโปรแกรมที่ฉลาดล้ำสมัย (Lightroom, Photoshop)  ทำให้ “ภาพสุดท้าย” ของช่างภาพดิจิตอลมีรูปแบบที่แตกต่างและสร้างสรรค์กว่าเดิม
ด้วยแนวคิดนี้ เราสามารถลำดับกระบวนการถ่ายภาพดิจิตอลออกเป็น 3 ขั้นตอนสำคัญ โดยเริ่มจาก
  1. คิดก่อนถ่าย มองให้เห็นภาพที่ต้องการ แล้ววางองค์ประกอบภาพ (Pre-visualisation & Composition)
  2. บันทึกแสงให้สมบูรณ์ (Exposure)
  3. มองเห็นภาพสุดท้ายก่อนแต่งภาพ และนำเสนอสิ่งที่ต้องการออกมา (Post-visulisation & Presentation) โดยการพิมพ์ หรือนำเสนอบน Internet
ภาพที่ 1: กระบวนการถ่ายภาพด้วยแนวคิด Visualisation (ปรับปรุงจาก Rick Keller, photographylife.com)
การมองเห็นภาพสุดท้ายที่ต้องการนี้ (โดยเฉพาะ Pre-visualisation) เป็นทักษะสำคัญสำหรับช่างภาพเกือบทุกแขนง เช่น
  • ช่างภาพ Street เมื่อเจอฉากที่น่าสนใจ (Scene) ก็ย่อมจะรอคอยให้เรื่องราวและตัวละครต่างๆ เดินเข้าฉากนั้นๆ เช่น บนกำแพงมีภาพคนเต้นท์บัลเล่ต์กระโดดสวยงาม ภาพสุดท้ายที่จินตนการและวางโครงไว้ในความคิด (Visualisation) ก็อยากได้สิ่งมีชีวิตสักอย่างเข้ามาในเฟรมและมีจังหวะที่สอดคล้อง / หรือตรงข้ามกับภาพฉากหลัง
  • ช่างภาพ Portrait & Fashion หลังจากเห็น Profile ของนางแบบ รวมถึงเสื้อผ้าหน้าผมที่ Stylist ออกแบบไว้ ก็มักจะมีภาพสุดท้ายในใจที่ต้องการนำเสนอ จากนั้นจึงจัดแสง สี ท่าทาง และการ Process ภาพให้ได้แบบนั้น
  • ช่างภาพ Sport ที่ส่องภาพกีฬาจากเลนส์ Tele มักกำหนดกรอบการยิงภาพล่วงหน้า โดยการ Pre-visualisation จากประสบการณ์ ความรู้ ตลอดจนรู้จักนิสัยของนักกีฬาในเกมส์การแข่งขัน และรอคอยให้นักกีฬาวิ่งเข้าเฟรม แล้วกดชัตเตอร์ Action งามๆ ตามที่วางกรอบไว้
ภาพที่ 2: ระหว่างเดินเขาที่ Chile เห็นขบวนม้าที่ใช้ในการส่งเสบียงเดินไล่มาด้านหลัง ผมอยากได้ภาพคนขี่ม้าเดินขึ้นเขาพร้อมวิวสวยๆ จึงปักหลักรอ ระหว่างนั้นก็วัดแสงในภาพรอและพบว่า “ภาพสุดท้าย” ที่ต้องการไม่สามารถถ่ายได้จากอุปกรณ์ที่มี ในมือผมมีกล้อง Compact ตัวเล็กๆ ที่ Dynamic range ไม่สูงนัก และไม่มี GND ฟิลเตอร์เลย เวลาที่ขบวนม้ามาถึง ผมจึงต้องรีบถ่ายภาพคนขี่ม้าไว้ 1 ใบ จากนั้นเชิดกล้องขึ้นเพื่อถ่ายภาพท้องฟ้า และลดแสงลงประมาณ -2 stops เพื่อถ่ายภาพริ้วเมฆไม่ให้หลุด Highlight นี่คือขั้นตอนสำคัญในการเก็บวัตถุดิบ ก่อนที่จะนำภาพทั้งหมดไปรวมกันใน Digital darkroom … จะเห็นได้ว่ากระบวนการทั้งหมดเริ่มจาก Pre-visualisation คิดถึงภาพสุดท้ายก่อนกดชัตเตอร์ จากนั้นเมื่อบันทึกภาพเพื่อเก็บวัตถุดิบแต่ละใบ เราต้องตั้งเป้าหมายก่อนการแต่งภาพ หรือ Post-visualisation ว่าอยากได้ภาพสุดท้ายในการแต่งภาพออกมาในลักษณะใด

ขั้นตอนการถ่ายภาพด้วยแนวคิด Pre- และ Post-Visualisation

ตัวผมเองในฐานะช่างภาพสาย Landscape ก็ใช้เวลาส่วนนึงในการคิดถึงภาพสุดท้ายในทุกๆ ครั้งที่จะบันทึกภาพ บางครั้งต้องการจบหลังกล้องแบบ Pure photography ก็จะคิดว่าทำอย่างไรจะเก็บแสงได้ครบ ไม่มี Highlights และ Shadows ที่หายไป รวมถึงวางองค์ประกอบภาพให้แม่นที่สุด หรือบางครั้งก็ต้องการเก็บภาพไว้เพื่อไปรวมหลังคอมแบบ Digital art photography ก็จะคิดถึงภาพสุดท้ายที่ต้องการ แล้วเก็บวัตถุดิบมาให้ครบถ้วน  โดยภาพการถ่ายภาพในแต่ละครั้ง ผมมีขั้นตอนการคิดดังนี้ครับ (อาจไม่เป๊ะทุกๆ ขั้นตอนนะ แต่เป็นภาพรวม น่าจะให้แนวคิดได้)
  1. ก่อนเดินทาง เช็คทิศทางแสง คร่าวๆ ผ่าน App เช่น TPE, PhotoPills (ดูทิศทาง) และ SOL (ดูช่วงเวลา)
  2. หาโหลดภาพตัวอย่างสถานที่นั้นๆ ใน Internet เช่น จะถ่ายภาพที่คอนพะเพ็ง ที่ลาวใต้ ก็ Search: “คอนพะเพ็ง” ใน Google image ได้ภาพที่ชอบก็ Save เอาไว้ใส่มือถือ หรือในคอมพิวเตอร์
  3. ศึกษาภาพที่ชอบ ดูทิศทางแสง ช่วงเวลา การใช้เลนส์ เราจะได้เตรียมกล้อง/เลนส์ได้เหมาะสมกับภาพที่ต้องการ
  4. เดินทางไปถึงจุดถ่ายภาพก่อนเวลาถ่ายภาพเสมอ อย่างน้อย 1 ชั่วโมง ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น/ตก หรือหากเป็นแสงกลางวันก็ตามสะดวก
  5. เดินหาจุดถ่ายภาพที่ต้องการ บ่อยครั้งเราจะได้มุมมองใหม่ๆ เสมอ เมื่อมองผ่านเลนส์ แทนที่จะมองผ่านตาของเรา … ในยุคฟิล์ม เรา Visualise ภาพขึ้นมาในหัวได้ โดยอาศัยการตัดกระดาษเป็นเฟรมภาพ เช่น ขนาด 5×7 หรือ 4×6 แล้ว วางเฟรมภาพไปยังวิว ทิวทัศน์ต่างๆ เพื่อกำหนดมุมการถ่ายภาพ แต่ในยุคดิจิตอล เรามองเห็นภาพที่จะถ่ายหลังจอภาพของกล้องได้เลย ซึ่งทำให้การกำหนดมุมมองทำได้สะดวก รวดเร็วขึ้น
  6. เมื่อได้สถานที่ ให้ลองนึกถึง เทคนิคการถ่ายภาพแบบต่างๆ ที่เรารู้ ที่จะให้ได้ “ภาพสุดท้าย – Finished image” ที่เราต้องการ   ซึ่งเทคนิคการถ่ายภาพมักจะสอดคล้องกับการตั้งค่า และอุปกรณ์ที่เรามี เช่น การใช้เลนส์ Ultra-wide เน้นฉากหน้า, การใช้เลนส์ Tele เพื่อเจาะ บีบสายตา, การใช้ฟิลเตอร์ ND เพื่อลากชัตเตอร์, การดัน iso สูงๆ เพื่อเพิ่ม Speed shutter เพื่อจับจังหวะ, การเป่าลมใส่หน้าเลนส์เพื่อสร้างหมอก (เทียม), การหากิ่งไม้ ใบหญ้ามาวางติดหน้าเลนส์เพื่อสร้างฉากหน้ารวมถึงการให้เกิดระยะชัดตื้น, การถ่ายภาพคร่อมเพื่อเก็บฟ้า, การถ่ายภาพต่างระยะเผื่อไปรวมกันในภายหลังด้วย Focus blending, การเก็บภาพแยกกันคนละใบเพื่อรวมกับแบบ Composite blending เป็นต้น สำหรับผมแล้วในขั้นตอนที่ 6 นี้ บางครั้งเกิดขึ้นแบบบังเอิญ นึกขึ้นได้เองแบบชั่วพริบตา ว่าเออ…ลองอันนี้ดูสิ … หรือบางทีก็ใช้เวลานั่งคิดสักพัก ว่าจะเก็บภาพด้านหน้าอย่างไรให้ได้ภาพสุดท้ายที่ต้องการ เช่น เก็บฉากหน้าใบนึงเอาเนียนๆ แล้วดัน iso สูงๆ อีกใบเพื่อเก็บดาว, หรือเปิดชัตเตอร์นานๆ เพื่อลากแสงธูปเทียน (ที่เกิดจากคนเดินเวียนเทียน) แล้วเก็บภาพด้วยชัตเตอร์ไวๆ อีกใบเพื่อเก็บพระภิกษุที่เดินนำหน้าขบวน เป็นต้น บางทีรู้ภาพสุดท้ายตั้งแต่ขั้นตอนที่ 1 และส่วนมากมักเกิดขึ้นในขั้นตอนนี้นี่หล่ะ … ในสถานการณ์ที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นตรงหน้า
  7. หากคิดอะไรไม่ออก ไม่มีภาพในหัว ลองพิจารณาหาฉากหน้า หากฉากกลางที่น่าสนใจ เดินหาเพื่อนที่ถ่ายภาพแถวนั้นเพื่อศึกษามุมมอง ตลอดจนถ่ายภาพเพื่อนเพื่อสร้างเรื่องราว
  8. เก็บบันทึกภาพโดยการควบคุมกล้อง เลนส์ และอุปกรณ์เสริมต่างๆ เช่น ฟิลเตอร์ ND, GND และ Big stopper
  9. หากเป็นคนขี้ลืม ควรทำเครื่องหมายบนภาพไว้ด้วย ว่าจุดนี้เราทำอะไรไว้ หรือจดบันทึกเพื่อเตือนความทรงจำ เช่น พอถ่ายภาพ Pano เสร็จ ผมมักเอามือบังเลนส์แล้วถ่ายอีกใบ รวมถึงจดบันทึกในสมุดจดว่า ภาพเบอร์ไหน จะเอาไปรวมกับเบอร์ไหน หรือ ใช้ปุ่ม Lock ภาพ เพื่อเป็นเครื่องหมายว่าภาพนี้สำคัญ
  10. อย่างกชัตเตอร์ เก็บภาพเผื่อเสมอ แม้จะได้ภาพหลัก (Key image) ต่างๆ ครบแล้วสำหรับ “ภาพสุดท้าย” แล้วก็ตาม ถ่ายไปเถอะ เสียเวลา เปลืองชัตเตอร์ตรงนี้ ดีกว่ามานั่งเสียดายหลังคอมพิวเตอร์
  11. ถ่ายภาพเผื่อเหตุการณ์รอบข้างที่เกิดขึ้น เช่น ถ่ายภาพวิวหลักได้แล้ว ถ่ายฟ้า ถ่ายน้ำ ถ่ายฉากหน้า ฯลฯ หากมีอะไรที่น่าสนใจเพิ่มเติมเข้ามาในภาพ เช่น คนเดินเขา นกบิน คนจูงม้า ฯลฯ ให้รีบถ่ายเก็บไว้ แม้จะไม่อยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดในภาพ แต่ให้ถ่ายไว้ก่อน เอามาแต่งเติมทีหลังได้
  12. ในการแต่งภาพ เมื่อเรามีภาพสุดท้ายที่ต้องการหรือที่คิดเอาไว้  เราก็จะนำภาพต่างๆ มารวมกัน เหมือนต่อจิ๊กซอร์ เช่น รวมแสง รวมภาพ รวมระยะชัด (หากใช้เทคนิคถ่ายภาพแบบ Stack focus เพื่อให้ชัดจากหน้าถึงหลัง) แล้วสุดท้ายคือการสร้าง Mood & Tone เร่งแสง เร่งสีให้ได้ภาพถ่ายตามที่ต้องการ
ภาพที่ 3: ที่สะพานไม้อูเบ็ง, พม่า  ด้านหน้าคือคนเดินไปมาขวักไขว่บนสะพานไม้ ด้านหลังเป็นพระอาทิตย์ตก สาดแสงสีทองสวยงาม ผม Pre-visualisation ถึงภาพชีวิตผู้คนหลากหลายบนสะพานไม้ที่เห็นเป็นเงาคนทำท่าทางแตกต่างกัน โดยมีพระอาทิตย์สาดแสงกลมป๊อกอยู่ด้านหลัง ผมจึงเริ่มบันทึกภาพโดยกดแสงให้ Under เพื่อเก็บเงามืด และไม่ให้แสงอาทิตย์หลุด Highlight มากนัก หลังจากถ่ายภาพมาจำนวนหนึ่งที่น่าจะมากพอในการรวมภาพ ก็นำภาพทั้งหมดเข้าไปรวมกันใน Photoshop
ภาพที่ 4: การถ่ายภาพ Panorama เรามักจะ Pre-visualisation ถึงภาพที่เราจะวางขอบเขต จากขวาสุด ไล่ยาวมาซ้ายสุด … เราเห็นภาพสำเร็จในความคิด ก่อนจะเริ่มลงมือถ่ายภาพ … ในขั้นตอน Post-visualisation คือการตั้งเป้าหมายถึงการรวม การ Crop การทำความสะอาด รวมถึงแต่งแต้มเติมสีสันให้ภาพสมบูรณ์ตามที่เราต้องการ
ภาพที่ 5: ภาพจากทริปลาวใต้ 23-25 มิถุนายนที่ผ่านมา ผมมีโอกาสไปเที่ยวคอนพะเพ็ง ซึ่งไม่เคยไปมาก่อน จึงต้องทำการบ้าน หาข้อมูล คิดก่อนถ่ายว่า “ทำอย่างไรจะได้ภาพที่แตกต่างจากภาพมากมายใน Internet” ผมยังไม่มีภาพอะไรเกิดขึ้นในใจเลย จนกระทั่งได้ไปถึงหน้างาน ได้เห็นฉากที่มีคนเดินข้ามสะพานไม้ ผมใช้เลนส์ Nikon 70-200 mm. ซูมสุดกระบอกถ่ายไว้จำนวนหนึ่ง ระหว่างถ่ายภาพนี้อยู่ ก็เริ่มเห็นภาพที่ต้องการ … คอนพะเพ็งอลังการ ดุดัน คนถ่ายทอดความงามของมันด้วย Speed shutter สูงๆ เพื่อหยุดสายน้ำกันมากแล้ว แต่ไม่ค่อยเห็นการลาก Speed shutter นานๆ เพื่อแสดงความสวยงามอีกด้านให้คนรับรู้ … และหากรวมภาพคนเดินข้ามสะพานไม้เข้าไป เราจะได้คอนพะเพ็งในมุมมองของเรา … ในเวลานั้น ผม Pre- และ Post-visualisation แทบจะพร้อมๆ กัน ผมรีบเปลี่ยนเลนส์มาเป็น Nikon 14-24 mm. แล้วปีนลงไปด้านล่างและถ่ายภาพสายน้ำสวยๆ ที่ 30 วินาที (ใช้ Nisi Filter 10 stops เพื่อลดแสงเข้าเลนส์) … ภาพในความคิดพร้อม … วัตถุดิบพร้อม … เป้าหมายพร้อม … เราก็จะได้ภาพสุดท้าย ออกมาตามต้องการ

สรุปก่อนจบ

มุมเดียวกัน ตีความไม่เหมือนกันและนำเสนอด้วยวิธี เทคนิค การแต่งภาพที่ต่างกันออกไป ย่อมได้ภาพสุดท้ายไม่เหมือนกัน ขึ้นกับว่า “ภาพสุดท้าย” ของช่างภาพแต่ละคนที่ Pre- และ Post-visualisation เป็นอย่างไร?  การมองกระบวนการถ่ายภาพด้วยวิธี Visualisation นั้น จะทำให้เราสามารถวางขอบเขตการสร้างสรรค์ภาพให้ได้ดังใจ ตั้งแต่ต้นทาง ยันปลายน้ำ ขอให้จำไว้ว่า “คิดก่อนถ่าย มองให้เห็นภาพที่ต้องการ (Pre-visualisation) … ตั้งโจทย์ก่อนแต่งภาพเพื่อกำหนดเป้าหมายภาพสุดท้าย จะได้ไม่หลงทาง (Post-visualisation)” ขอให้สนุกกับการถ่ายภาพนะครับ _/\_